Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบประสาท 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ความดันต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า 

บทนำ

หลายคนคงเคยมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลมในขณะเปลี่ยนท่าจากนั่งเป็นยืน หรือนอนเป็นนั่ง อาการผิดปกตินี้คืออะไร มีสาเหตุจากอะไร และเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทหรือโรคเบาหวาน ต้องติดตามบทความนี้ครับ “ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาท (Neurogenic orthostatic hypotension)”

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าคืออะไร?

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาท

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าคือ การที่ความดันโลหิต ค่าซีสโตลิค/systolic ลดลง 20 มม.ปรอท/มิลลิเมตรปรอท หรือค่าไดแอสโตลิค/Diastolic ลดลง 10 มม.ปรอท เมื่อมีอาการเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่ง นั่งเป็นยืน หรือการยกศีรษะขึ้นสูง ภายใน 3 นาทีผู้ป่วยจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม รู้สึกเบาศีรษะหรือหนักๆศีรษะ ตาลาย/ตาพร่า ไม่มีสมาธิ คิดอะไรไม่ออก และอาจเป็นลมหมดสติได้เมื่อมีการเปลี่ยนท่าทางดังกล่าว

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่ามีสาเหตุพบได้มากมายหลายสาเหตุเช่น ภาวะขาดน้ำ โรค หัวใจ โรคระบบต่อมไร้ท่อ (เช่น โรคเบาหวาน โรคต่อมไทรอยด์) ผู้สูงอายุ ทานยาลดความดันโลหิต ยาควบคุมระบบเต้นของหัวใจ ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาโรคระบบประสาท เป็นต้น

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทคืออะไร?

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทคือ อาการของความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าที่พบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทเช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขสันหลัง เป็นต้น

อาการของความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทมีอะไรบ้าง?

อาการผิดปกติของภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทได้แก่

1. วิงเวียนศีรษะ ตาลาย/ตาพร่า

2. หน้ามืดคล้ายจะเป็นลม

3. อ่อนเพลีย

4. หนักหัว ตึงต้นคอ

5. ไม่มีสมาธิ

6. รู้สึกเบาๆหวิวๆในหัว

7. ล้มลงหมดสติ

โดยอาการที่เป็นนั้นพบในขณะที่เปลี่ยนท่าทางจากนอนเป็นนั่ง หรือนั่งเป็นยืน และ/หรือ ยกศีรษะสูงขึ้น โดยเป็นการเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทเกิดได้อย่างไร?

อาการของภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทเกิดขึ้นเนื่องจากระบบควบคุมระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System malfunction) ของสมองที่โดยปกติเมื่อเวลาเปลี่ยนท่าทาง ระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายจะควบคุมให้เกิดการเพิ่มแรงต้านทานของหลอดเลือดส่วนปลาย (ของแขน ขา มือ เท้า) และมีการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้นทำให้เลือดมีการไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้คงที่ แต่ในกรณีที่ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทนี้มีความผิดปกติเกิดขึ้นกับระบบประสาท/สมอง จึงส่งผลให้เกิดความดันโลหิตตกในขณะเปลี่ยนท่า ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ จึงเกิดอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทพบบ่อยหรือไม่?

ภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทพบได้ไม่บ่อยในประชากรทั่วไป แต่ในกลุ่มประชากรที่มีโรคประจำตัวหรือในผู้สูงอายุพบได้บ่อยดังนี้

ใครมีโอกาส/ปัจจัยเสี่ยงเกิดความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาท?

ผู้ที่มีโอกาส/ปัจจัยเสี่ยงเกิดภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทได้บ่อยได้แก่

1. ผู้สูงอายุ

2. ผู้ป่วยที่ใช้ยาขับปัสสาวะ ยาลดความดันโลหิต ยารักษาต่อมลูกหมากโต ยารักษาภาวะซึมเศร้า ยาขยายหลอดเลือด

3. ผู้ป่วยโรคระบบประสาทเช่น ผู้ป่วยโรคระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติ เนื่องอกสมองส่วนหลัง (Posterior fossa tumor) โรคไขสันหลัง โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงจีบีเอส (Guillain Barre syndrome: GBS)

4. ได้รับสารพิษโบทูไลนุ่มทอกซิน (Botulinum toxin)

5. โรคเบาหวาน

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ผู้ป่วยควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลถ้ามีอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ โดยเฉพาะเมื่ออาการที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงเป็นบ่อยจนส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ถ้านานๆมีอาการครั้งหนึ่ง และไม่รุนแรง เพียงการปรับตัวปรับพฤติกรรมก็ไม่มีอาการอีก แบบนี้ก็ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์

แพทย์ให้การวินิจฉัยภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทอย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทได้โดยพิจารณาจากอาการดังกล่าวในหัวข้อ อาการ การตรวจร่างกาย การตรวจวัดความดันโลหิตในท่านอนและเปลี่ยนเป็นวัดในท่ายืนและ/หรือนั่ง ถ้ามีอาการและความดันซีสโตลิคตกลง 20 มม.ปรอท ค่าความดันไดแอสโตลิคตกลง 10 มม.ปรอทภายใน 3 นาทีก็สามารถวินิจฉัยภาวะนี้ได้ ต่อจากนั้นแพทย์จะหาสาเหตุของภาวะนี้ต่อไปโดยใช้การดูประวัติการใช้ยาต่างๆและประวัติโรคทางระบบประสาทที่เป็นสาเหตุ

รักษาความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทอย่างไร?

การรักษาภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทขึ้นกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะนี้เช่น ถ้าเกิดจากยาก็ต้องปรับเปลี่ยนยา เป็นต้น นอกจากนั้นคือ การใช้ยาต่างๆเช่น ยาที่ทำให้มีการเพิ่มแรงต้านของหลอดเลือดส่วนปลายเช่น ยากลุ่ม Alpha-1 adrenergic receptor agonist (เช่น ยา Midodrine), ให้ยาที่มีฤทธิ์เกิดการคั่งของเกลือโซเดียมในเลือดมากขึ้นเช่น ยา 9-alpha-Fluorohydrocortison/synthetic mineralocorticoid/Fludrocorti sone), ยาลดการปัสสาวะกลางคืนเช่น ยา Vasopressin-analogue ชื่อ Desmopressin เป็นต้น

ดูแลตนเองอย่างไร?

ผู้ป่วยความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทควรดูแลตนเอง/ปรับพฤติกรรม โดย

  • ต้องหลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าทางใดท่าทางหนึ่งนานๆ
  • พยายามหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็ว
  • การเปลี่ยนท่าทางจากนอนเป็นนั่งหรือยืน ควรให้มั่นคงก่อนลุกยืนหรือเดิน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากขึ้นอย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน
  • ไม่ให้ท้องผูก
  • หลีกเลี่ยงการออกแรงยกของหนักหรือไอจามแรงๆ
  • ใช้ผ้ายืด (Elastic bandage) รัดน่อง ท้อง
  • ทานอาหารที่มีแป้ง โดยแบ่งเป็นมื้อเล็กๆแต่ทานบ่อยขึ้น
  • ทานอาหารเค็มขึ้น
  • หากเป็นผู้ป่วยโรคไตหรือโรคหัวใจต้องระมัดระวังในเรื่องการดื่มน้ำและอาหารเค็ม จึงควร ต้องปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนการปฏิบัติ

ควรพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไร?

ผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติมากขึ้น ไม่ตอบสนองต่อการรักษา หรือมีผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษาเช่น มีอาการบวมเนื้อตัว แขน ขา มือ เท้า มากขึ้น ซึม สับสน ปัสสาวะออกน้อยลง ควรรีบพบแพทย์ก่อนนัด/รีบไปโรงพยาบาล ไม่ต้องรอจนถึงวันแพทย์นัด

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทรักษาหายหรือไม่?

การพยากรณ์โรคของภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทขึ้นกับสาเหตุว่าเป็นจากสาเหตุอะไร ถ้าเป็นจากยา การหยุดยา ปรับเปลี่ยนยาอาการก็ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นจากโรคต่างๆก็ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ต้องค่อยๆปรับยาที่รักษาอาการนี้ร่วมกับปรับการรักษาแต่ละสาเหตุนั้นๆ

อนึ่ง กิจกรรมต่างๆในการดำเนินชีวิตประจำวันก็ไม่มีอันตรายต่อชีวิต ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุที่มีการ “หมดสติ” ร่วมด้วย

ความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทเช่น

ป้องกันความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทอย่างไร?

การป้องกันภาวะความดันโลหิตตกเมื่อเปลี่ยนท่าเหตุระบบประสาทคือ การป้องกันไม่ให้เกิดปัจจัยเสี่ยง (ที่ป้องกันได้) ต่อการเกิดภาวะนี้ดังกล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งการป้องกันที่สำคัญคือ การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ)

แต่เมื่อมีปัจจัยเสี่ยงหรือเกิดปัจจัยเสี่ยงขึ้นแล้วก็ต้องดูแลรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงเหล่านั้นให้ได้ดีเช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคทางระบบประสาทต่างๆ (เช่น โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง) นอกจากนั้นการควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุได้ยังช่วยให้แพทย์สามารถลดขนาดการใช้ยารักษาควบคุมโรคเหล่านั้นลงได้ซึ่งเป็นการช่วยลดอีกปัจจัยเสี่ยง/สาเหตุของภาวะนี้อันเกิดจากยาเหล่านั้น

นอกจากนั้นคือการดูแลตนเอง/การปรับพฤติกรรมเพื่อป้องกันการเกิดภาวะนี้เช่นเดียวกับดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ “การดูแลตนเอง”



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน montreeza66666 falamrai
Frame Bottom