Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ทารกดิ้น 

การเคลื่อนไหวหรือการดิ้นของทารกในครรภ์ในภาวะปกติเป็นอย่างไร?

ในภาวะปกติทั่วไปหากตรวจอัลตราซาวด์ครรภ์/มดลูก เราจะเห็นทารกในครรภ์มารดาจะเริ่มมีการเคลื่อนไหว/ดิ้นตั้งแต่อายุครรภ์น้อยๆคือประมาณ 7 - 8 สัปดาห์ และจะเคลื่อนไหวมากขึ้นไปเรื่อยๆตลอดการตั้งครรภ์ แต่มารดาจะยังไม่รู้สึกว่าลูกในครรภ์มีการดิ้นเนื่องจากทารกยังมีขนาดเล็กมาก

ในการตั้งครรภ์ครั้งแรกมารดาจะรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นครั้งแรกประมาณอายุครรภ์ที่ 18 - 20 สัปดาห์ ความรู้สึกจะคล้ายมีปลามากัดที่ท้องหรือรู้สึกมีกระตุกที่ท้อง สำหรับในการตั้งครรภ์ครั้งหลังๆมารดาจะรู้สึกว่าทารกดิ้นครั้งแรกตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 16 สัปดาห์ การที่มารดารู้สึกเร็วขึ้นเนื่องจากมีประสบการณ์มาก่อนนั่นเอง

การเคลื่อนไหวหรือการดิ้นของทารกในครรภ์มีความสำคัญอย่างไร?

การดิ้นของทารกในครรภ์

การดิ้นของทารกในครรภ์เป็นสิ่งที่แสดงถึงความมีชีวิตของทารกในครรภ์ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เป็นสัญญาณบอกกับมารดาว่าทารกในครรภ์มีชีวิต หากทารกดิ้นลดลงมากจะเป็นตัวบอกเหตุ ว่าน่าจะเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเพื่อแพทย์ให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หากปล่อยนานไปจนไม่รู้สึกว่าลูกดิ้น ลูกอาจเสียชีวิตไปแล้ว

สตรีตั้งครรภ์จะสังเกตการเคลื่อนไหวหรือการดิ้นของทารกในครรภ์อย่างไร?

เมื่อแม่/มารดาไปฝากครรภ์ แพทย์จะแนะนำให้สังเกตการเคลื่อนไหวของทารกในครรภ์เมื่อถึงอายุครรภ์ที่เหมาะสม ทั้งนี้ทารกจะมีวงจรหลับและตื่นสลับกันไป ในช่วงที่ทารกหลับแม่จะไม่รู้สึกถึงการดิ้นของทารก ตามปกติทารกจะมีการดิ้น “เกิน 100 ครั้งต่อวัน” ดังนั้นหากการดิ้นลดลงมากแสดงว่ามีปัญหาต่อสุขภาพทารกในครรภ์ ต้องรีบมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลด่วน ไม่ต้องรอจนถึงวันแพทย์นัด

มีวิธีนับลูกดิ้นอย่างไร?

การสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์/ลูกดิ้น เป็นการติดตามสภาพของทารกที่จำเป็นสำหรับมารดาทุกคน วิธีที่สอนให้สตรีตั้งครรภ์นับการดิ้นของทารกในแต่ละวันมีหลายวิธีเช่น

1. นับตั้งแต่หลังตื่นนอน หากมีการดิ้นของทารกอย่างน้อย 10 ครั้งก่อนถึงเวลาเย็น (เป็นเวลา 12 ชั่วโมง) ถือว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังปกติ

2. สังเกตและนับการดิ้นของทารกอย่างน้อย 10 ครั้งในเวลา 2 ชั่วโมง ถือว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังปกติ

3. สังเกตและนับการดิ้นของทารกอย่างน้อย 4 ครั้งในเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากรับประทานอาหารเช้า กลางวัน เย็น ถือว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังปกติ (รวมกัน 3 ครั้ง ทารกจะดิ้นอย่างน้อย 12 ครั้ง)

ถ้าทารกดิ้นลดลงหมายความว่าอย่างไร? อันตรายหรือไม่? มีสาเหตุจากอะไร?

หากทารกดิ้นลดลงมากจนไม่ถึง 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา จะเป็นการเตือนมารดาว่า อาจจะมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับทารก เพราะโดยปกติในแต่ละวันทารกจะมีการดิ้นบ่อยมาก การนับลูก/ทารกดิ้นเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายที่สุดประหยัดที่สุดในการที่จะให้สตรีตั้งครรภ์คอยสังเกตความผิดปกติที่จะเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์

ทั้งนี้สาเหตุที่ทำให้ทารกฯดิ้นน้อยมีสาเหตุ/ความสัมพันธ์กับ

นอกจากนั้นยังพบว่าการที่มารดามีความเครียดมากก็จะส่งผลให้ทารกในครรภ์ดิ้นลดลงด้วย

ดูแลตนเองอย่างไรเมื่อทารกดิ้นลดลง?

ในสมุดฝากครรภ์ส่วนมากจะมีตารางให้มารดาสังเกตการดิ้นของทารกในครรภ์ในแต่ละวัน และจดบันทึกไว้ สตรีตั้งครรภ์ควรต้องเอาใจใส่ในการสังเกตการดิ้นของทารกและบันทึกผลไว้เพื่อให้แพทย์ดูเมื่อไปฝากครรภ์ตามนัด หากทารกดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา หรือนับการดิ้นของทารกในระยะเวลา 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหาร เช้า กลางวัน และเย็นแล้วไม่ถึง 10 ครั้ง ก็ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลด่วน/ฉุกเฉิน ไม่ต้องรอถึงวันแพทย์นัด

เมื่อไหร่ต้องไปพบแพทย์?

เมื่อสตรีตั้งครรภ์เริ่มรู้สึกว่าทารกในครรภ์ดิ้นแล้ว ทารกจะต้องดิ้นไปเรื่อยๆทุกวัน ไม่มีการหยุด ดิ้นหากไม่มีความผิดปกติ ดังนั้นหากสตรีตั้งครรภ์เคยรู้สึกว่าลูกดิ้นแล้ว แต่ต่อมารู้สึกว่าทารกไม่ดิ้นหรือดิ้นน้อยลง ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยด่วน แต่การที่จะรอจนรู้สึกว่าทารกไม่ดิ้น อาจสายเกินไป แพทย์จึงแนะนำว่าหากทารกดิ้นลดลงเหลือการดิ้นไม่ถึง 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมงก็ต้องรีบไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยด่วนแล้ว เพื่อให้แพทย์ตรวจดูความผิดปกติต่างๆทั้งของมารดาและของทารก

แพทย์ดูแลรักษาอย่างไรเมื่อทารกดิ้นลดลง?

เมื่อสตรีตั้งครรภ์/มารดาไปพบแพทย์ แพทย์จะมีการซักถามประวัติอาการต่างๆ และมีการตรวจร่างกายมารดาอย่างละเอียด สอบถามเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆในมารดาที่อาจมีผลกระทบต่อสุขภาพ ทารกในครรภ์เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน การดื่มเหล้า การสูบบุหรี่ เป็นต้น

นอกจากนั้นแพทย์จะมีการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์เริ่มตั้งแต่การฟังเสียงการเต้นของหัวใจ ทารกว่ายังปกติดีหรือไม่ จากนั้นจะมีการตรวจและบันทึกการเต้นของหัวใจทารกประมาณ 20 - 30 นาทีเพื่อหาความสัมพันธ์กับการดิ้นของทารกที่เรียกว่า “Non stress test” หากผลตรวจปกติก็แสดงว่าสุขภาพทารกในครรภ์ยังดีและน่าจะไม่มีปัญหาในระยะเวลา 1 สัปดาห์ถัดไป แต่หากผลการตรวจผิดปกติ จะมีการบันทึกการเต้นของหัวใจทารกนานเพิ่มขึ้นอีก 20 นาทีรวมเป็นอย่างน้อย 40 นาที เผื่อเวลาให้สำหรับทารกที่นอนหลับ และอาจมีการกระตุ้นให้ทารกเคลื่อนไหวด้วยเครื่องตรวจที่ทำให้เกิดเสียง หากผลตรวจยังผิดปกติขั้นตอนต่อไปจะเป็นการตรวจครรภ์/ทารกในครรภ์ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์เพื่อสังเกตการเคลื่อนไหวของทารกฯที่เรียกการตรวจนี้ว่า “Biophysical profile ย่อว่า BPP” ซึ่งคือการตรวจทารกในครรภ์ด้วยอัลตราซาวด์เพื่อการนับอัตราการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ดูการเคลื่อนไหวของร่างกายทารกเช่น แขน ขา และตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำเพื่อประเมินความผิดปกติของทารก โดยการตรวจนี้จะให้เป็นค่าคะแนนออกมา หากค่าคะแนนสูงแสดงว่าสุขภาพของทารกในครรภ์ยังปกติดี สามารถให้มารดาตั้งครรภ์ต่อไปได้หากอายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด แต่หากค่าคะแนนต่ำมากแสดงว่าสุขภาพของทารกในครรภ์มีปัญหา แพทย์จะพิจารณาให้รีบคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดฉุกเฉินทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์

อนึ่งการตรวจอัลตราซาวด์สามารถใช้ดูความผิดปกติอย่างอื่นของทารกฯได้ด้วยเช่น ทารกพิการ และการตรวจอัลตราซาวด์เป็นวิธีที่เห็นการเคลื่อนไหวของหัวใจทารกได้แม่นยำที่สุด

เด็กที่คลอดจากภาวะดิ้นน้อยลงจะปกติเหมือนทารกทั่วไปไหม?

สุขภาพของทารกในครรภ์ และของเด็ก/ทารกที่คลอดจากมีภาวะดิ้นน้อยลง จะขึ้นกับอายุครรภ์และสาเหตุที่ทำให้ทารกในครรภ์ดิ้นลดลง/น้อยลงเช่น ภาวะรกทำงานไม่ปกติทำให้ทารกฯขาดออกซิเจนเรื้อรัง หรือมีความผิดปกติที่ตัวทารกฯเองเช่น มีโครโมโซมผิดปกติ มีการติดเชื้อ เป็นต้น หากกรณีที่ขาดออกซิเจนไม่นานจากรกหรือสายสะดือมีปัญหาและคลอดในอายุครรภ์ที่ครบกำหนด การเจริญเติบโตของทารกหลังคลอดจะเหมือนทารกปกติทั่วไป แต่หากทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนเรื้อรังและ/หรือรุนแรง หรือมีความผิดปกติของโครโมโซม อาจส่งผลให้มีความผิดปกติทางสมองของทารกได้ซึ่งจะมีผลต่อการพัฒนาการของทารกในระยะหลังคลอด

หลังคลอดมารดาควรดูแลตนเองอย่างไร?

ในกรณีที่ต้องคลอดทารกแบบฉุกเฉินมักเป็นการผ่าตัดคลอดบุตร การดูแลตนเองของมารดา จะเหมือนหลังการผ่าตัดคลอดทั่วไป (อ่านเพิ่มเติมในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง การผ่าท้องคลอดบุตร) และมารดาอาจได้รับการตรวจสืบค้นต่างๆเพิ่มเติมหลังคลอดเช่น การตรวจเลือดเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้ทารกในครรภ์ดิ้นลดลงหรือที่ทำให้ทารกมีการเจริญเติบโตช้าในครรภ์เพื่อการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ควรตั้งครรภ์ครั้งต่อไปเมื่อไหร่?

การตั้งครรภ์ครั้งต่อไปของมารดาที่เคยมีทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงขึ้นอยู่กับวิธีการคลอดว่า คลอดทางช่องคลอดหรือผ่าตัดคลอดบุตร อย่างไรก็ตามควรเว้นระยะห่างของการมีบุตรออกไปประ มาณ 2 - 3 ปีเพื่อให้มีเวลาเลี้ยงดูบุตรได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งควรหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงต่างๆของมารดาที่จะมีผลต่อทารกในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป เพื่อไม่เกิดปัญหาทารกในครรภ์ผิดปกติเกิดซ้ำอีก

บรรณานุกรม

  1. https://www.uptodate.com/contents/decreased-fetal-movement-diagnosis-evaluation-and-management?source=see_link [2016,June25]
  2. http://www.mayoclinic.org/tests-procedures/biophysical-profile/basics/definition/prc-20020015 [2016,June25]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom