Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

มดลูก  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ขาดประจำเดือน 

การฝากครรภ์คืออะไร?

การฝากครรภ์ (Antenatal care ย่อว่า เอเอนซี/ANC) คือการไปพบแพทย์/สูตินรีแพทย์หรือบุคคลากรทางสาธารณสุขอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์เพื่อดูแลสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์ โดยมีจุดมุ่งหมายให้มารดาและทารกในครรภ์มีความสมบูรณ์มากที่สุด มารดาสามารถคลอดบุตรได้อย่างปลอดภัย ทารกฯมีสุขภาพแข็งแรงดี และหากตรวจพบความผิดปกติระหว่างฝากครรภ์ แพทย์/บุคคลากรทางสาธารณสุขสามารถรักษาหรือให้คำแนะนำที่สมควรกับมารดาได้

การฝากครรภ์มีความสำคัญอย่างไร?

การฝากครรภ์

การฝากครรภ์มีความสำคัญมาก การตั้งครรภ์แม้จะเป็นเรื่องธรรมชาติแต่จะมีความเสี่ยงอยู่ในตัวเอง สตรีตั้งครรภ์ไม่มีใครไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติหรือเกิดอันตรายจากการตั้งครรภ์ทั้งกับทารกในครรภ์และ/หรือกับตัวสตรีที่ตั้งครรภ์เอง แม้ว่าสตรีส่วนใหญ่ที่ตั้งครรภ์สามารถคลอดบุตรได้ปกติ แต่บางครั้งคาดเดาไม่ได้เลยหากเกิดตกเลือดหลังคลอดหรือเกิดน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดที่ปอดที่สามารถทำให้มารดาถึงกับเสียชีวิตได้ แพทย์จึงแบ่งสตรีตั้งครรภ์เป็น “กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ” และ “กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง”

ก. สตรีกลุ่มตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ คือ สตรีตั้งครรภ์ที่ “ต้องไม่มี” สิ่งต่อไปนี้อย่างน้อย ข้อใดข้อหนึ่งได้แก่

ข. สตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง คือ กลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่ “มีโรคหรือมีความผิดปกติต่างๆ” ดังที่กล่าวใน ”ข้อ ก” อย่างน้อยข้อใดข้อหนึ่ง

การฝากครรภ์จะเป็นการค้นหาโรค/ภาวะที่อาจมีผลกระทบต่อมารดาเองหรือมีผลกระทบต่อทารก เพราะภาวะบางอย่างหากค้นพบเร็ว แพทย์สามารถให้การรักษาได้หรือผ่อนหนักให้เป็นเบา หรือให้การระวังในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้เช่น หากตรวจพบมารดาติดเชื้อเอชไอวี จะมีการให้สตรีตั้งครรภ์รับประทานยาต้านรีโทรไวรัส (ยาต้านเชื้อเอชไอวี) เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อจากมารดาสู่ลูก หรือสตรีตั้งครรภ์มีการติดเชื้อซิฟิลิสโดยไม่มีอาการ สามารถให้ยากับมารดาเพื่อป้องกันไม่ให้ติดต่อไปที่ทารกในครรภ์ได้

ต้องไปฝากครรภ์เมื่อไหร่?

ควรไปฝากครรภ์ให้เร็วที่สุดเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ เพื่อที่ว่าหากพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมารดา หรือกับทารกที่บางอย่างจะสามารถแก้ไขได้เช่น ภาวะแท้งคุกคาม หรือการที่มารดารับประทานยาที่อาจส่งผลต่อทารก (เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด) หรือมารดามีโรคประจำตัวที่รุนแรง (เช่น โรคหัวใจ โรคไต) ที่บางครั้งแพทย์อาจต้องแนะนำการยุติการตั้งครรภ์ เพราะหากตั้งครรภ์ต่อไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพมารดา หรือมารดาอาจมีการตั้งครรภ์/การท้องนอกมดลูกแทนการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูกตามปกติ จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือให้ยาเคมีบำบัด

ฝากครรภ์ที่ไหน? กับใคร?

• ในกรณีที่เป็นสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ สามารถไปฝากครรภ์กับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปหรือ สูตินรีแพทย์ที่โรงพยาบาลทุกระดับ หรือที่คลินิกเอกชน หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

• แต่ในกรณีที่เป็นสตรีตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง ควรไปฝากครรภ์เฉพาะกับสูตินรีแพทย์

แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อไปฝากครรภ์?

เมื่อไปฝากครรภ์แพทย์จะให้การดูแลโดย

1. การสอบถามประวัติทางการแพทย์เช่น การขาดประจำเดือน เพื่อคำนวณอายุครรภ์ อาการผิดปกติต่างๆ ประวัติลูกดิ้น โรคประจำตัว (เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง) การใช้ยาต่างๆ การแพ้ยา ประวัติครอบครัว ประวัติการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรในครั้งก่อนๆ

2. การตรวจร่างกายเช่น การตรวจร่างกายทั่วไป ส่วนสูง น้ำหนักตัว ตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจสุขภาพในช่องปาก การตรวจคลำครรภ์/ตรวจคลำหน้าท้อง ตรวจความสูงของยอดมดลูก ตรวจคลำท่าทารกในครรภ์จากการตรวจคลำหน้าท้อง ตรวจฟังการเต้นของหัวใจทารก

3. การตรวจภายในเพื่อตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

4. การตรวจเลือดเพื่อค้นหาความผิดปกติต่างๆเมื่อมาฝากครรภ์ครั้งแรกเช่น ภาวะซีด การติด เชื้อซิฟิลิส การเป็นพาหะโรค ไวรัสตับอักเสบบี การติดเชื้อเชื้อเอชไอวี การตรวจคัดกรองพาหะโรคธาลัสซีเมีย ตรวจหาหมู่เลือด และการตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ

โดยปกติในการฝากครรภ์จะมีการตรวจเลือด 2 ครั้งคือ ครั้งแรกเมื่อมาฝากครรภ์ และการตรวจเลือดครั้งที่ 2 จะทำเมื่อตั้งครรภ์ประมาณ 32 สัปดาห์เพื่อติดตามการติดเชื้อเอชไอวี/HIV และการติดเชื้อซิฟิลิสที่อาจตรวจไม่พบในครั้งแรก เพราะหากปล่อยผ่านไปทารกจะมีโอกาสติดเชื้อเหล่านี้สูงขึ้น การติดเชื้อ HIV ในทารกจะทำให้ภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของทารกไม่ดีหลังคลอดคือ ทารกจะติดเชื้อได้ง่าย ส่วนการติดเชื้อซิฟิลิสทำให้ทารกเกิดภาวะบวมน้ำ (Hydrops fetalis) ที่เสียชีวิตได้

5. ตรวจอัลตราซาวด์ครรภ์โดยแพทย์จะตรวจตามข้อบ่งชี้เช่น ต้องการทราบอายุครรภ์ทารก มารดามีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือขนาดของมดลูกไม่สัมพันธ์กับอายุครรภ์ เป็นต้น

6. การตรวจพิเศษที่ทำเฉพาะบางคนเช่น ตรวจเลือดคัดกรองภาวะเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ในสตรีที่มีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเช่น มารดามีน้ำหนักตัวมาก, การเจาะตรวจน้ำคร่ำในสตรีตั้ง ครรภ์ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับ 35 ปีเพื่อดูความผิดปกติของโครโมโซมของทารก

7. สำหรับในการฝากครรภ์ครั้งต่อๆไป แพทย์/บุคคลากรสาธารณสุขจะมีการนัดเป็นระยะสม่ำเสมอ การมาตรวจแต่ละครั้งแพทย์/บุคคลากรสาธารณสุขจะทำการซักถามเกี่ยวกับความผิดปกติต่างๆ และสอบถามการดิ้นของทารกในครรภ์ ตรวจความสูงของยอดมดลูกว่าเหมาะสมกับอายุครรภ์หรือไม่

8. นอกจากนี้จะมีการฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักและคอตีบให้สตรีตั้งครรภ์ด้วย

ต้องไปฝากครรภ์บ่อยเพียงใด?

ปัจจุบัน “สตรีกลุ่มตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ” มีการนัดไปฝากครรภ์ 2 ระบบคือ

ก. ระบบดั้งเดิม:

  • เมื่ออายุครรภ์น้อยกว่า 28 สัปดาห์ แพทย์/บุคคลากรสาธารณสุขจะนัดตรวจครรภ์ทุก 4 สัปดาห์
  • เมื่ออายุครรภ์ 28 - 36 สัปดาห์จะนัดตรวจครรภ์ทุก 2 สัปดาห์
  • อายุครรภ์มากกว่า 36 สัปดาห์จะนัดตรวจครรภ์ทุก 1 สัปดาห์

ข. ระบบใหม่ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกในกรณีที่เป็นการตั้งครรภ์ความเสี่ยงต่ำ ตรวจฝากครรภ์ทั้งหมด 4 ครั้งคือ นัดตรวจครรภ์ที่อายุครรภ์น้อยกว่า 12 สัปดาห์, อายุครรภ์ 26 สัปดาห์, อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ และที่อายุครรภ์ 38 สัปดาห์

สำหรับ ”สตรีกลุ่มตั้งครรภ์ความเสี่ยงสูง” จะมีการนัดมาตรวจครรภ์ตามระยะเวลานัดแบบดั้งเดิม และอาจมีจำนวนความถี่ในการนัดตรวจครรภ์มากขึ้นโดยขึ้นกับดุลยพินิจของสูตินรีแพทย์เช่น หากสตรีตั้งครรภ์เป็นเบาหวานมานาน มีภาวะแทรกซ้อนด้านเส้นเลือด/หลอดเลือดแข็งหรือตีบ จึงมีโอกาสเลือดไปเลี้ยงทารกในครรภ์ไม่เพียงพอทำให้ทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์ มีความจำเป็นที่แพทย์ต้องนัดมาตรวจสุขภาพทารกในครรภ์เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นทุก 1 สัปดาห์หรือทุก 2 ครั้งต่อสัปดาห์

ทั้งนี้หากสตรีตั้งครรภ์ทุกคนมีอาการผิดปกติควรต้องไปพบแพทย์/บุคลากรสาธารณสุข/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเสมอ

ดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์อย่างไร?

การดูแลตนเองระหว่างตั้งครรภ์ได้แก่

1. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน

2. นอนพักผ่อนให้เพียงพอ

3. งดการทำงานที่หนักเกินไป

4. ไปฝากครรภ์สม่ำเสมอและรับประทานยาบำรุงครรภ์ตามคำแนะนำของแพทย์/เจ้าหน้าที่สาธารณสุข

5. สังเกตการดิ้นของทารก ซึ่งหากเป็นการตั้งครรภ์ครั้งแรก มารดาจะรู้สึกถึงว่ามีลูกดิ้นครั้งแรก (มีความรู้สึกคล้ายถูกปลาตอดที่ท้อง) เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 18 - 20 สัปดาห์ (ประมาณ 4 เดือนครึ่ง) สำหรับครรภ์หลัง มารดาจะรับรู้ได้เร็วขึ้นคือ จะรู้สึกทารกดิ้นที่อายุครรภ์ประมาณ 4 เดือนเนื่องจากเคยมีประสบการณ์มาแล้ว หลังจากนั้นมารดาต้องรู้สึกว่า มีทารกดิ้นทุกวันไปจนกระทั่งคลอดโดยดิ้นอย่างน้อย 10 ครั้งใน 12 ชั่วโมง ซึ่งถ้าการดิ้นผิดปกติไปจากนี้มารดาควรต้องรีบไปโรงพยาบาล

ควรไปพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อไหร่?

มารดาควรไปพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

1. มีอาการผิดปกติต่างๆเช่น มีเลือดออดทางช่องคลอด มีตกขาวผิดปกติ มีไข้ ตัวบวม ขา- แขนบวม ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว จุกแน่นใต้ลิ้นปี่

2. มีอาการเจ็บครรภ์ในช่วงเวลาที่อายุครรภ์ยังไม่ครบกำหนด หรือมีอาการท้องปั้น/ท้องหดเกร็ง/ท้องแข็งตัวบ่อยๆ

3. รู้สึกว่าลูกดิ้นลดลง

การตรวจอัลตราซาวด์ทุกครั้งเมื่อไปฝากครรภ์อันตรายหรือไม่?

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีรายงานอันตรายของการทำอัลตราซาวด์ภาพครรภ์ต่อทารกในครรภ์ แต่การตรวจอัลตราซาวด์ทุกครั้งเมื่อไปฝากครรภ์นั้นไม่มีความจำเป็นเพราะเสียค่าใช้จ่ายและเสียเวลา โดยทั่วไปจะมีการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อยืนยันอายุครรภ์ในขณะอายุครรภ์อ่อนๆในกรณีที่มารดาจำวันที่ขาดประจำเดือนไม่ได้แน่นอน จากนั้นหากไม่มีอาการผิดปกติจะมีการตรวจหาความ ผิดปกติทางด้านโครงสร้างหรือผิดรูป (Fetal anomaly) หรือโรคทางพันธุกรรมบางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะของทารกที่อายุครรภ์ประมาณ 18 - 20 สัปดาห์อีกครั้ง

แต่การที่ไม่พบความผิดปกติจากการตรวจอัลตราซาวด์ไม่ได้แปลว่าทารกจะปกติ 100% เพราะบางครั้งความผิดปกติเล็กน้อยหรือมีขนาดเล็กอาจไม่สามารถบอกได้จากการตรวจอัลตราซาวด์

สำหรับในครรภ์ที่มีปัญหาทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์หรือมีภาวะแทรกซ้อนอย่างอื่นร่วมด้วย อาจมีการตรวจติดตามการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ด้วยอัลตราซาวด์บ่อยกว่าปกติตาม ข้อบ่งชี้และตามดุลพินิจของสูตินรีแพทย์

บรรณานุกรม

  1. https://en.wikipedia.org/wiki/Prenatal_care [2016,March26]
  2. http://www.uptodate.com/contents/initial-prenatal-assessment-and-first-trimester-prenatal-care? [2016,March26]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom