Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ไขกระดูก  ระบบโลหิตวิทยา  ระบบมะเร็งวิทยา  Hematology  cancer 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ซีด  ต่อมน้ำเหลืองโต  อ่อนเพลีย  ห้อเลือดง่าย 

บทนำ

การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือด (Peripheral blood stem cell transplantation) หรือเรียกย่อว่า พีบีเอสซีที (PBSCT) และการปลูกถ่ายไขกระดูก (Bone marrow transplantation) หรือเรียกย่อว่า บีเอ็มที (BMT) เป็นการนำสเต็มเซลล์ชนิดเป็นเซลล์ในระบบโลหิตวิทยา (ระบบเลือด) มาใช้รักษาโรคซึ่งได้แก่ สเต็มเซลล์จากเม็ดเลือดในหลอดเลือดดำ (การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือด) และสเต็มเซลล์จากไขกระดูก (การปลูกถ่ายไขกระดูก) ทั้งนี้การปลูกถ่ายสเต็ม เซลล์โดยใช้เซลล์ทางระบบโลหิตวิทยา (จากเลือดและจากไขกระดูก) รวมเรียกว่า “Hemato poietic stem cell transplantation” หรือเรียกย่อว่า เอชเอสซีที (HSCT)

สเต็มเซลล์ หรือเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) คือเซลล์ตัวอ่อนที่เป็นเซลล์จุดตั้งต้นของการเจริญเติบโตไปเป็นเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ เซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้จะมีอยู่ในเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ เกือบทุกชนิดในร่างกาย และเป็นเซลล์ซึ่งเมื่อเกิดการเสียหายหรือการตายของเซลล์ตัวแก่ เซลล์ตัวอ่อนเหล่านี้จะแบ่งตัวเจริญเติบโตขึ้นมาซ่อมแซมชดเชย

สเต็มเซลล์แบ่งเป็น 2 ชนิดคือ สเต็มเซลล์จากเซลล์ของตัวอ่อนเอ็มบริโอ (Embryo) เรียกว่า Embryonic stem cell และสเต็มเซลล์จากเซลล์ร่างกายเรียกว่า Adult หรือ Somatic stem cell

ไขกระดูก (Bone marrow)เป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ในโพรงกระดูกทุกชิ้นของร่างกายประกอบด้วย สเต็มเซลล์ 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มสร้างเม็ดเลือด (Red marrow) และกลุ่มสร้างเซลล์ที่ไม่ใช่เม็ดเลือด (Yellow marrow) ซึ่งเซลล์ของไขกระดูกทั้งสองกลุ่มเป็นสเต็มเซลล์ร่างกายที่สามารถนำมาปลูกถ่ายให้เป็นไขกระดูกปกติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางการแพทย์จึงนำเซลล์ไขกระดูกปกติ มาปลูกถ่ายในผู้ป่วยเพื่อการรักษาโรคของไขกระดูกเช่น ในภาวะไขกระดูกทำงานต่ำ หรือในบางระยะของโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิด หรือบางระยะของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด

1. สเต็มเซลล์ไขกระดูกกลุ่มสร้างเม็ดเลือด (Red marrow): ประกอบด้วยสเต็มเซลล์ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด

2. สเต็มเซลล์ไขกระดูกกลุ่มสร้างเซลล์ที่ไม่ใช่เม็ดเลือด (Yellow marrow): เช่น สเต็มเซลล์ไขมันของไขกระดูกและสเต็มเซลล์ของเนื้อเยื่อเกี่ยวพันต่างๆ ซึ่งเซลล์ต้นกำเนิดเหล่านี้มีหน้าที่สร้างสารต่างๆที่สนับสนุนการสร้างเม็ดเลือดเช่น สารที่เรียกย่อว่า ซีเอสเอฟ (CSF, Colony stimulating factors)

อนึ่ง การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โดยใช้เซลล์ทางระบบโลหิตวิทยานี้ได้นำมารักษาโรคทางโลหิตวิทยาหลากหลายโรคเช่น ในโรคธาลัสซีเมีย โรคของไขกระดูกบางชนิด และโรคมะเร็งใน ระบบโลหิตวิทยาในบางระยะโรคเกือบทุกชนิด แต่ที่ให้ผลการรักษาที่ดีมีอัตรารอดที่ 5 ปีประ มาณ 75 - 80% และใช้เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานวิธีหนึ่งคือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอน-ฮอดจ์กิน และมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน

ในบทนี้จะกล่าวถึงการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาเฉพาะที่ใช้รักษาโรคมะเร็งโดยเฉพาะชนิดที่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ฯได้รับการยอมรับเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานวิธีการหนึ่ง ซึ่งได้แก่ ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิดและในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด

สเต็มเซลล์จากเลือดและจากไขกระดูกได้มาจากไหน?

การปลูกถ่ายสเต็มเซลล-ไขกระดูกในโรคมะเร็ง

สเต็มเซลล์จากเลือดและจากไขกระดูกที่จะนำมาปลูกถ่ายได้ มาจากสเต็มเซลล์จากเลือด หรือจากไขกระดูกของผู้ป่วยเอง ของผู้อื่น หรือของฝาแฝดที่เกิดมาจากไข่ใบเดียวกัน (Monozy gotic twins หรือ Identical twins) โดยทางแพทย์จะเรียกผู้ป่วย/ผู้ได้รับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ว่า โฮสต์ (Host) และเรียกผู้ให้หรือผู้บริจาคสเต็มเซลล์ว่า โดเนอร์ (Doner)

ก. เมื่อเป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือด จากเลือดจากรก (Cord blood) หรือจากไขกระดูก ที่ได้จากตนเอง (จากตัวผู้ป่วยเอง) เรียกว่า “Autologous transplantation”โดยแพทย์จะค่อยๆทยอยเจาะเลือดจากหลอดเลือดดำและกรองเอาแต่สเต็มเซลล์เก็บสะสมไว้ เม็ดเลือดตัวแก่ก็นำกลับมาให้ร่างกายใช้ใหม่ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Leukocytopheresis หรือทยอยเจาะเก็บไขกระดูกผู้ป่วยโดยการเจาะดูดไขกระดูกจากบริเวณกระดูกเชิงกราน

หลังจากการได้สเต็มเซลล์ในแต่ละครั้ง แพทย์จะเก็บรักษาไว้ในตู้เก็บที่มีอุณหภูมิประมาณ -150 องศาเซลเซียส/Celsius (Cryopreservation) เพื่อรักษาเซลล์ให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงปกติมากที่สุด และพร้อมที่จะนำมาปลูกถ่ายให้ผู้ป่วยต่อไปตาตารางการรักษาที่แพทย์ได้กำหนดไว้

ข้อดีของการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์แบบนี้คือ ลดโอกาสที่ร่างกายจะต่อต้านหรือสลัดสเต็มเซลล์ (Graft rejection) ดังนั้นการปลูกถ่ายจึงมีโอกาสได้ผลสูงและยังลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายเพื่อป้องกันร่างกายสลัดสเต็มเซลล์ ดังนั้นโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาจึงน้อยลง โอกาสติดเชื้อก็ลดลงด้วย แต่ข้อเสียคือมีการศึกษาพบว่าวิธีการนี้อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคมะเร็งย้อนกลับมาได้สูงกว่าการปลูกถ่ายโดยการใช้สเต็มเซลล์ของผู้อื่น และข้อจำกัดของวิธีนี้คือ บางครั้งไม่สามารถเก็บสเต็มเซลล์ของผู้ป่วยได้เพียงพอจากการที่ไขกระดูกของผู้ป่วยฝ่อหรือถูกทำลายไปมากแล้วจากยาเคมีบำบัด (การจะปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้ผู้ป่วยต้องได้ รับการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด อาจร่วมกับรังสีรักษาเฉพาะจุดจนโรคอยู่ในภาวะสงบก่อน) จึงสร้างสเต็มเซลล์ออกมาได้น้อยทั้งในไขกระดูกและในเลือด

อนึ่ง ถ้าการปลูกถ่าย Autologous transplant ทำติดต่อกัน 2 ครั้งโดยทั่วไปมักภายใน 6 เดือนจะเรียกว่า “Tandem transplant หรือ Double autologous transplant”

ข. เมื่อเป็นการปลูกถ่ายไขกระดูกจากผู้อื่นหรือจากเลือดจากรกของผู้อื่น (Cord blood) จะเรียกว่าเป็น “Allogeneic transplantation” ทั้งนี้วิธีในการได้สเต็มเซลล์มาและการเก็บ สเต็มเซลล์จะเช่นเดียวกับในการปลูกถ่ายจากสเต็มเซลล์ของตนเอง เพียงแต่แหล่งที่มาของสเต็ม เซลล์เป็นเซลล์จากผู้อื่นซึ่งมีประเภทหรือชนิดเลือดเข้าได้กับเลือดของผู้ป่วย เพื่อลดโอกาสร่าง กายต้านสเต็มเซลล์ใหม่ โดยผู้บริจาคสเต็มเซลล์อาจเป็นบุคคลในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลอื่นๆ ซึ่งได้บริจาคเลือดหรือไขกระดูกไว้กับธนาคารไขกระดูกหรือธนาคารเลือด แต่ด้วยเทคนิคการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ในปัจจุบัน การใช้สเต็มเซลล์จากผู้ที่มีเลือดเข้ากันไม่ได้กับผู้ป่วยก็สามารถนำมาปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าในอดีต

ข้อดีของการใช้สเต็มเซลล์จากผู้อื่นคือ พบว่าเมื่อใช้รักษาในโรคมะเร็ง อาจช่วยลดโอกาสย้อนกลับเป็นซ้ำของโรคลงจากได้ภูมิคุ้มกันต้านทานจากสเต็มเซลล์ของผู้บริจาค แต่ข้อเสียคือ โอกาสเกิดการต้านสเต็มเซลล์ใหม่จากร่างกายจะสูงขึ้น ผลสำเร็จในการปลูกถ่ายฯจึงมีโอกาสลดลงและมีผลข้างเคียงจากการต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งแพทย์จะเลือกวิธีการนี้กรณีไม่สามารถเก็บเซลล์ต้นกำเนิดจากผู้ป่วยได้อย่างเพียงพอ

ค. เมื่อเป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ที่ได้จากฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันเรียกว่า “Syngeneic transplantation” ซึ่งเป็นแหล่งสเต็มเซลล์ที่มีโอกาสนำมาใช้ได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับอีกทั้ง 2 วิธีที่ได้กล่าวแล้ว โดยเทคนิคในการเก็บสเต็มเซลล์จะเช่นเดียวกับในการใช้สเต็มเซลล์จากผู้อื่น

ง. สเต็มเซลล์ที่อยู่ในเลือดของสายสะดือและของรกอนึ่ง ปัจจุบันการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยา นอกจากแหล่งสเต็มเซลล์จะมาจากเลือด และจากไขกระดูกแล้ว ยังสามารถใช้ได้ (Cord blood) โดยการเก็บหลังการคลอดทารกแล้วและนำเลือดนั้นมาเก็บด้วยวิธีการเดียวกับในการเก็บสเต็มเซลล์จากไขกระดูกและจากเลือด ซึ่งเลือดจากสายสะดือและจากรกจะมีปริมาณสเต็มเซลล์ที่สูงกว่าในเลือดทั่วไปรวมทั้งยังจัดเป็นสเต็มเซลล์ชนิดที่มีคุณภาพดี เพิ่มประสิทธิภาพในการปลูกถ่ายฯให้ได้รับผลดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ในการจะเลือกว่าผู้ป่วยคนใดควรเป็นการปลูกถ่ายจากสเต็มเซลล์ของตนเองหรือจาก ของผู้อื่นจะขึ้นกับชนิดของโรคมะเร็งและของเซลล์มะเร็ง อายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ความรุนแรงของโรค การจะได้สเต็มเซลล์ในปริมาณที่พอเพียงต่อการปลูกถ่ายหรือไม่ และดุลพินิจของแพทย์

การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือดหรือจากไขกระดูกใช้รักษาโรคอะไรได้บ้าง?

การปลูกถ่ายโดยใช้สเต็มเซลล์ของตนเองทางโลหิตวิทยาจะใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอน-ฮอดจ์กิน และมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอเอ็มแอล ซึ่งการรักษาให้ผลดีและยอมรับเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ส่วนในโรคมะเร็งอื่นๆที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาคือ มะเร็งของประสาทซิมพาทีติกในเด็ก (Neuroblastoma) มะเร็งสมองในเด็กชนิด Medulloblastoma มะเร็งอัณฑะ หรือมะเร็งรังไข่ชนิด Germ cell tumor และมะเร็งโรคเลือดชนิดเกิดกับไขกระดูกที่เรียกว่า Multiple myeloma หรือเรียกย่อว่า MM

การปลูกถ่ายโดยใช้สเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาจากผู้อื่นที่เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานคือ ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอล มะเร็งเลือดขาวเอเอ็มแอล มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนอน-ฮอดจ์กิน มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน ส่วนโรคมะเร็งอื่นๆที่ยังอยู่ในการศึกษาคือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวซีเอ็มแอล และมะเร็งโรคเลือดชนิดเกิดกับกระดูกชนิด MM

อนึ่ง ในโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเอแอลแอลและในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองซึ่งการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาเป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานวิธีการหนึ่งโดยให้อัตราการอยู่รอดที่ 5 ปีประมาณ 70 - 75% นั้น แพทย์จะใช้เป็นวิธีรักษาในกรณีเป็นโรคชนิดดื้อยา เป็นโรคในกลุ่มที่มีโอกาสเกิดการย้อนกลับเป็นซ้ำสูง และเป็นโรคในระยะที่ย้อนกลับเป็นซ้ำหลังครบการรักษาครั้งแรกไปแล้ว

การรักษาโรคอื่นๆที่ไม่ใช่โรคมะเร็งโดยใช้สเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาที่ยังอยู่ในการศึกษา มีหลายโรคเช่น โรคภูมิต้านตนเองบางโรค (เช่น โรคเอสแอลอี) โรคการมีโปรตีนบางชนิดมากผิดปกติจนไปจับเกาะตาเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆ (Amyloidosis) โรคซีดจากไขกระดูกไม่ทำงาน (Aplastic anemia) และโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง เป็นต้น

มีขั้นตอนอย่างไรในการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือดหรือจากไขกระดูก?

แพทย์ผู้ให้การรักษาผู้ป่วยจะเป็นผู้ประเมินว่า ผู้ป่วยคนใดจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาโดยประเมินจากชนิดของโรค ระยะโรค สุขภาพและโรค ร่วมต่างๆของผู้ป่วย และอายุ

การรักษาด้วยการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยานี้มีค่าจ่ายสูงมากเกินกว่าผู้ป่วยทุกคนจะเข้าถึงการรักษาได้ ยกเว้นในโรคที่ยอมรับแล้วว่าวิธีนี้เป็นการรักษาที่เป็นมาตรฐานซึ่งผู้ป่วยจะมีกองทุนการกุศลต่างๆร่วมกับคณะกรรมการด้านการรักษาโรคซับซ้อนของกระทรวงสาธารณสุขร่วมสนับสนุนค่าใช้จ่ายในผู้ป่วยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่ในกรณีโรคอื่นๆผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง

ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้ที่มีทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่แข็งแรง เพราะในการรักษาผู้ป่วยจะต้องอยู่แยกตัวในห้องปลอดเชื้อรวมทั้งในเรื่องของอาหารและน้ำดื่มอย่างน้อยประมาณ 2 - 3 สัปดาห์จนกว่าร่างกายจะยอมรับสเต็มเซลล์ใหม่ มิฉะนั้นแล้วผู้ป่วยจะมีผลข้างเคียงจากการติดเชื้อที่สูงมากจนเกิดอันตรายต่อชีวิตเฉียบพลันได้

ครอบครัวจะต้องสนับสนุนและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มที่ ในผู้ป่วยเด็กผู้ปกครองจำเป็นต้องอยู่กับเด็กตลอดเวลาเพราะเด็กไม่สามารถจะอยู่ลำพังคนเดียวในห้องแยกได้

เมื่อแพทย์แนะนำและผู้ป่วยและครอบครัวยอมรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ฯ ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสุขภาพ ตรวจประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะทุกระบบเช่น ไขกระดูก ปอด หัวใจ ไต ตับ ช่องปาก และฟัน และได้รับการประเมินสุขภาพจิต ซึ่งทุกอวัยวะต้องทำงานได้อย่างมีประ สิทธิภาพ ไม่มีโรคเรื้อรัง ถ้าเป็นโรคเฉียบพลันต้องเป็นชนิดรักษาได้หายเช่น การติดเชื้อในปอด เป็นต้น และเป็นผู้มีสุขภาพจิตปกติ ผู้ป่วยจะมีตารางการปฏิบัติตนตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และในช่วงก่อนการเก็บสเต็มเซลล์อาจจำเป็นต้องมีการฉีดยากระตุ้นการทำงานของไขกระดูก

การที่ไขกระดูกจะยอมรับเซลล์ใหม่และจะรักษาโรคมะเร็งได้หาย ต้องมีการทำลายเซลล์ไขกระดูกเดิมและเซลล์มะเร็งให้หมดไปก่อนด้วยการให้ยาเคมีบำบัดอย่างเข้มข้น อาจร่วมกับการฉายรังสีรักษาทั้งตัวหรือที่เรียกย่อว่า ทีบีไอ (TBI, Total body irradiation หรือ Whole body irradiation) ซึ่งในสภาพที่ไม่มีไขกระดูกก่อนที่สเต็มเซลล์จะติดและเจริญเป็นไขกระดูกใหม่ (ประ มาณ 2 - 3 สัปดาห์) ผู้ป่วยจะอ่อนเพลียจากภาวะซีดจากขาดเม็ดเลือดแดง ติดเชื้อได้ง่ายและรุนแรงเพราะขาดเม็ดเลือดขาว และเลือดออกชนิดหยุดยากจากอวัยวะต่างๆเพราะขาดเกล็ดเลือด ซึ่งภาวะติดเชื้อและภาวะเลือดออกเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตในระยะเฉียบพลันหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ฯ ซึ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องอยู่ในโรงพยาบาลและในห้องแยกปลอดเชื้อ

การรักษาในช่วงนี้คือ การป้องกันการติดเชื้อและการป้องกันภาวะเลือดออกด้วยการให้เลือด ให้เม็ดเลือดขาว ให้เกล็ดเลือด และการให้ยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม

ในผู้ป่วยบางคนหรือในบางระยะของโรค แพทย์อาจลดการให้ยาเคมีบำบัดเข้มข้นลงเพื่อลดผลข้างเคียงจากการรักษา เพื่อให้เหมาะสมกับสุขภาพผู้ป่วยแต่ละคน ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสโรคย้อนกลับเป็นซ้ำให้สูงขึ้นได้ แต่ก็สามารถลดโอกาสเสียชีวิตจากผลข้างเคียงโดยเฉพาะการติดเชื้อลงได้เรียกว่า เป็นการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางระบบโลหิตวิทยาแบบ “Mini Transplant” หรือ “Non-myeloablative transplant”

ภายหลังสเต็มเซลล์/ไขกระดูกติดดีแล้ว ผู้ป่วยจะได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แต่ยังต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ยังไม่สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติเพราะจะยังเสี่ยง ต่อภาวะติดเชื้อและภาวะเลือดออก ซึ่งจนกว่าแพทย์จะอนุญาตให้ใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยทั่วไปการที่ผู้ป่วยจะฟื้นตัวได้เต็มที่อาจใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือน ขึ้นกับสุขภาพดั่งเดิมและอายุของผู้ป่วย ผู้ป่วยจะมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำจนกว่าไขกระดูกจะกลับมาทำงานตามปกติ (ผลตรวจเลือดซีบีซี/CBC และการตรวจไขกระดูกกลับมาปกติ) ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้เวลานานหลายปี บางคนอาจจนตลอดชีวิตของผู้ป่วย

การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือดหรือจากไขกระดูกมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ทางโลหิตวิทยาจะแบ่งใหญ่ๆเป็นผลข้างเคียงเฉียบพลัน (Acute complication) ผลข้างเคียงกึ่งเฉียบพลัน (Subacute complication) และผลข้างเคียงเรื้อรัง/ผลข้างเคียงระยะยาว (Chronic หรือ Delayed complication)

ผลข้างเคียงทางด้านจิตใจที่จะเกิดเป็นระยะๆตลอดชีวิตของผู้ป่วยคือ อาการกังวล กลัว และซึมเศร้า

ดูแลตนเองอย่างไรหลังปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จากเลือดหรือจากไขกระดูก?

การดูแลตนเองภายหลังการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ฯได้แก่ การปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำอย่างถูกต้องเคร่งครัด การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อความแข็งแรงทั้งสุขภาพร่างกายและสุขภาพจิต เข้าใจโรคทั้งธรรมชาติของโรคมะเร็ง การรักษา ผลข้างเคียง การต้องดูแลตนเองเคร่งครัดกว่าผู้อื่นตลอดชีวิต และต้องพบแพทย์ตามนัดเสมอ

ควรต้องรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิมเช่น มีไข้ มีปัญหาด้านอารมณ์ /จิตใจ หรือมีความกังวลในอาการ

  • สติปัญญา จะอยู่ในเกณฑ์ปกติตามธรรมชาติของคนๆนั้น แต่จากการต้องดูแลตนเองที่แตกต่าง จากผู้อื่น ในการเรียนและในการงานผู้ป่วยจึงควรเลือกให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตเพื่อช่วยลดความ เครียดของชีวิตลง
  • เพศสัมพันธ์ ผู้ป่วยยังมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ
  • การมีบุตร ผู้ป่วยจะมีบุตรยากอาจถึงขั้นเป็นหมัน (ทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย) ในผู้หญิงมีโอกาสแท้งและเด็กคลอดก่อนกำหนดสูงกว่าคนทั่วไป แต่เมื่อเด็กรอดแล้วยังไม่พบว่าบุตรของผู้ป่วย (ทั้งผู้ป่วยหญิงและชาย) มีความผิดปกติหรือมีโอกาสเกิดโรคมะเร็งแตกต่างจากเด็กทั่วไป

บรรณานุกรม

  1. Bone marrow http://en.wikipedia.org/wiki/Bone_marrow [2016,April30]
  2. Bone marrow transplant, long- term effects http://emedicine.medscape.com/article/989518-overview#showall [2016,April30]
  3. Blood forming stem cell transplants http://www.cancer.gov/about-cancer/treatment/types/stem-cell-transplant/stem-cell-fact-sheet [2016,April30]
  4. DeVita, V., Hellman, S., and Rosenberg, S. (2005). Cancer: principles& practice of oncology (7th edition). New York: Lippincott Williams & Wilkins.
  5. Stem cell information http://stemcells.nih.gov/info/scireport/pages/chapter5.aspx [2016,April30]
  6. Hematopoietic stem cell http://en.wikipedia.org/wiki/Hematopoietic_stem_cell [2016,April30]
  7. Stem cell basics http://stemcells.nih.gov/info/basics/Pages/Default.aspx [2016,April30]
  8. Stem cell http://en.wikipedia.org/wiki/Stem_cell [2016,April30]
  9. Type of stem cell transplant for treating cancer http://www.cancer.org/treatment/treatmentsandsideeffects/treatmenttypes/bonemarrowandperipheralbloodstemcelltransplant/stem-cell-transplant-types-of-transplant [2016,April30]
  10. What is blood and marrow stem cell transplant http://www.nhlbi.nih.gov/health/health-topics/topics/bmsct/ [2016,April30]
Updated 2016, April 30


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom