Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ท้องน้อย  อุ้งเชิงกราน  ระบบโรคติดเชื้อ  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดท้อง  ปวดท้องน้อย 

การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานคืออะไร?

การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (ท้องน้อยหรือช่องท้องน้อย) หรือโรคพีไอดี (PID, Pelvic inflammatory disease) คือ การอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์สตรีส่วนบน คือ ตั้งแต่ภายในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ รังไข่ รวมถึงอาจทำให้เกิดถุงหนองที่ปีกมดลูก (รังไข่ ท่อนำไข่ และเนื้อเยื่อโดยรอบ) ได้

อะไรเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน?

การติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน

ส่วนใหญ่สาเหตุของการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคหนองใน (N.gonorrhea) และโรคหนองในเทียม (C.trachomatis) อย่างไรก็ตาม เชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดเองอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานได้เช่นกัน โดยเชื้อกลุ่มดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นเชื้อชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน

การติดเชื้อดังกล่าวส่วนใหญ่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ โดยเชื้อจะเคลื่อนที่จากช่องคลอดขึ้นไปที่ปากมดลูก และในที่สุดทำให้เกิดการติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ส่วนบน ซึ่งใช้เวลา 2 - 3 วัน หรือเป็นเดือนกว่าจะแสดงอาการของการติดเชื้อ

ปัจจัยเสี่ยงใดบ้างที่เพิ่มโอกาสติดเชื้อให้มากขึ้น?

ปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานได้แก่

  1. เคยมีการติดเชื้อที่เกี่ยวข้องกับการมีเพศสัมพันธ์มาก่อน (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์)
  2. มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่าอายุ 25 ปี)
  3. มีคู่นอนหลายคน
  4. การสวนล้างช่องคลอด ซึ่งอาจทำให้เชื้อโรคที่อยู่ในช่องคลอดลุกลามเข้าสู่โพรงมดลูก นำไปสู่การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานตามมา
  5. การใส่ห่วงอนามัยเพื่อคุมกำเนิด

อาการจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานมีอะไรบ้าง?

อาการที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจะแตกต่างกัน ตั้งแต่อาการไม่มากจนกระทั่งติดเชื้อรุนแรง โดยอาการที่เกิดขึ้นส่วนมากคือ ปวดท้องน้อย

อาการอื่นที่พบร่วมได้ เช่น

อนึ่ง ส่วนใหญ่ถ้าเป็นการติดเชื้อหนองในมักแสดงอาการรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดท้องน้อยหรือมีไข้

แพทย์วินิจฉัยการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานอย่างไร?

ในกรณีที่มีอาการดังกล่าวแล้ว ให้ผู้ป่วยรีบมาพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยต่อไป โดยแพทย์จะทำการตรวจภายใน เพื่อดูว่ามีตกขาวผิดปกติหรือไม่ มีอาการเจ็บที่อวัยวะในอุ้งเชิงกรานหรือไม่ ตรวจเพื่อดูว่ามีถุงหนองเกิดขึ้นที่ปีกมดลูกแล้วหรือยัง

เนื่องจากการติดเชื้อดังกล่าวเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นอาจจะมีโรคที่เกิดตามมาจากการมีเพศสัมพันธ์อื่นๆด้วย (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) ดังนั้นผู้ป่วยจะถูกตรวจเลือดเพื่อตรวจดูว่ามีการติดเชื้อโรคเอดส์ (เอชไอวี/HIV) โรคซิฟิลิส และโรคไวรัสตับอักเสบ ด้วยหรือไม่

นอกจากนั้น การตรวจปัสสาวะดูการตั้งครรภ์จะมีประโยชน์ในรายที่มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ เพราะอาการเลือดออกอาจเกิดจากการตั้งครรภ์ได้

ในกรณีที่ไม่แน่ใจว่ามีถุงหนองเกิดขึ้นหรือยัง การตรวจอัลตราซาวด์ภาพช่องท้องน้อยก็จะช่วยการวินิจฉัยภาวะดังกล่าวได้

รักษาการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานอย่างไร?

เนื่องจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดังนั้นยาที่ใช้ในการรักษาจึงเป็นยาปฏิชีวนะ โดยแพทย์จะเป็นคนพิจารณาให้ยาแก่ผู้ป่วยตามความเหมาะสม ผู้ป่วยจะต้องรับประทานยาให้ครบตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อจะได้ฆ่าเชื้อที่มีอยู่ให้หมด ส่วนใหญ่จะใช้เวลารักษาประ มาณ 2 สัปดาห์ แต่แพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อติดตามผลการรักษาประมาณ 2 - 3 วันหลังจากได้รับการรักษา เพื่อดูว่าอาการดีขึ้นและตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่

ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการรุนแรงมาก เช่น มีไข้สูง ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะในรูปแบบรับประทาน รับประทานยาไม่ได้เนื่องจากคลื่นไส้ อาเจียนมาก มีถุงหนองเกิดขึ้นในอุ้งเชิงกราน หรือตั้งครรภ์ มักได้รับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อให้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบฉีดซึ่งจะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า

ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะเลย การผ่าตัดมดลูกและ/หรือปีกมดลูกก็จะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา

ถ้าไม่รักษาหรือรับประทานยาไม่สม่ำเสมอจะเกิดอะไรขึ้น?

โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน เป็นโรคที่รักษาได้หาย เมื่อวินิจฉัยโรค และได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ แต่ผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา หรือได้รับการรักษาไม่ครบตามที่แพทย์แนะนำ ในอนาคตผลข้างเคียงที่ตามมา คือ อาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก นอกจากนั้นบางรายอาจเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก หรือมีปัญหาของการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้

การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานทำให้มีบุตรยากได้อย่างไร?

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานจะส่งผลมีการอักเสบของท่อนำไข่ร่วมด้วย ถ้าได้ยาปฏิชีวนะไม่เพียงพอ รักษาล่าช้าไปหรือไม่ได้รับการรักษา จะเกิดพยาธิสภาพที่ท่อนำไข่อย่างถาวร ส่งผลให้ท่อนำไข่ตีบหรือตันได้ การที่ท่อนำไข่ตีบหรือตันนั้น ทำให้ไข่ไม่สามารถมาพบกับตัวอสุจิได้ ทำให้ไม่เกิดตัวอ่อนในการตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงไม่สามารถมีบุตรได้ และยิ่งติดเชื้อบ่อยครั้งก็จะทำให้โอกาสการมีบุตรลดลงอีก

คู่นอนจะมีการติดเชื้อด้วยหรือไม่?

คู่นอนอาจจะมีอาการ หรือไม่มีอาการจากการติดเชื้อก็ได้ อย่างไรก็ตามคู่นอนควรจะได้รับการรักษาด้วย ไม่ว่าจะมีอาการหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากการติดเชื้อดังกล่าวอาจไม่แสดงอาการ

ป้องกันการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานได้อย่างไร?

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานคือ การไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งคงเป็นวิธีที่ยากในทางปฏิบัติ แต่เราสามารถลดการติดเชื้อได้โดย

  • มีคู่นอนแค่หนึ่งคน และคู่นอนของเราต้องมีคู่นอนแค่คนเดียวเช่นกัน
  • สวมถุงยางอนามัยชายทุกครั้งขณะมีเพศสัมพันธ์ เพราะนอกจากจะช่วยคุมกำเนิดแล้วยังป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ด้วย
  • ไม่สวนล้างช่องคลอด เนื่องจากการสวนล้างช่องคลอดจะเป็นการชะล้างเอาแบคทีเรียปกติที่มีอยู่ในช่องคลอดออกไป ทำให้แบคทีเรียก่อโรคเข้ามาอยู่ในช่องคลอดแทน จึงเกิดการติดเชื้อขึ้น

ทำอย่างไรเมื่อมีอาการผิดปกติแล้วไม่แน่ใจว่าติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือไม่? ดูแลตนเองอย่างไร?

ในกรณีที่มีอาการต่างๆดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ อาการจากการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือไม่แน่ใจว่าใช่การติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานหรือไม่ ให้รีบมาพบแพทย์ได้เลย ไม่ต้องรีรอ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษา ถ้ามัวแต่อายหมอไม่กล้ามาตรวจก็จะทำให้การรักษาล่าช้าไปอีก และอาจทำให้อาการเป็นมากขึ้นนำไปสู่ผลข้างเคียงอื่นๆตามมาดังที่ได้กล่าวแล้ว

อนึ่ง ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะมักไม่ถูกชนิดกับเชื้อ และมักได้ยาในขนาดไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้เกิด ภาวะเชื้อดื้อยา โรคจึงมักรุนแรงขึ้น

บรรณานุกรม

  1. Centers for Disease Control and Prevention: Sexually Transmitted Diseases Treatment Guidelines 2010. http://www.cdc.gov/STD/treatment/. MMWR 2010.
  2. ธีระ ทองสง, จตุพล ศรีสมบูรณ์, ธีระพร วุฒยวนิช, ประภาพร สู่ประเสริฐ, สายพิณ พงษธา. Upper genital tract infections. นรีเวชวิทยา, 3rd edition. พี.บี.ฟอเรน บุ๊คส์ เซนเตอร์, p239-49.
Updated 2014, Aug 16


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 5 คน sirikul panza_26 thanachat_99 nuy01271998 tonkao5111
Frame Bottom