Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ผิวหนัง  ระบบมะเร็งวิทยา 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

แผล  แผลจากฉายรังสี 

บทนำ

แผลตื้นๆ หรือ แผลเกิดจากบาดเจ็บบริเวณผิวหนังชั้นนอก หรืออาจลึกลงมาเล็กน้อย แผลจะหายได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าแผลลึก ร่างกายต้องใช้กระบวนการสมานแผลซึ่งซับซ้อนและเมื่อแผลหายจะเกิดแผลเป็นทั่วไป หรือ แผลเป็นนูนได้

ความร้อน ความเย็น และรังสี เป็นอีกหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดแผล แต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะแผลจากผิวหนังได้รับรังสีรักษา

เนื่องจากผู้ป่วยที่ได้รับรังสีรักษาในกลุ่มรักษาเพื่อหวังผลหายขาด มักได้รับการฉายรังสีในปริมาณสูง และในทุกวันซ้ำๆ ในบริเวณเดิมทำให้เนื้อเยื่อบริเวณนั้น ได้รับพลังงานความร้อนจากรังสีสะสมในระดับเซลล์ เมื่อถึงขีดจำกัด เซลล์ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่อใต้ชั้นผิวหนัง อาจถูกทำลายเกิดเป็นแผลได้ โดยทั่วไปแพทย์ได้ประเมินผู้ป่วยเป็นระยะ อย่างน้อยทุกสัปดาห์เพื่อเฝ้าระวังการเกิดแผลอยู่แล้ว หากแต่ผู้ป่วยก็ต้องทราบวิธีปฏิบัติตัวเพื่อลดโอกาสเกิดแผลด้วย ซึ่งถ้าเกิดแผลแล้ว ต้องมีการทำแผลด้วยวิธีเฉพาะ เพราะแผลที่เกิดจากรังสี จะหายช้าและมีโอกาสติดเชื้อโรคต่างๆได้ง่าย

แผลจากฉายรังสีรักษามีลักษณะอย่างไร?

การดูแลแผลบริเวณฉายรังสี

แผลจากฉายรังสีรักษา จะเกิดเฉพาะในบริเวณที่ได้รับรังสีเท่านั้น โดยผิวหนังเฉพาะในส่วนนั้น จะมีสีคล้ำขึ้นในเวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังฉายรังสี ต่อจากนั้นผิวจะแห้ง และอาจลอกเป็นสะเก็ด ถ้าสะเก็ดแผลหลุดออกตามธรรมชาติ ผิวหนังใหม่จะเจริญเติบโตขึ้นมาแทน แต่ถ้าเกิดการลอกหลุดเร็ว เช่น มีการ แกะ เกา หรือ เสียด สี จะทำให้ผิวหนังใหม่เจริญเติบโตไม่ทัน จึงเกิดแผลได้ ซึ่งในผู้ป่วยฉายรังสี ผิวหนังใหม่จะเจริญเติบโตช้ากว่าในคนทั่วไป เพราะรังสีเป็นตัวชะลอการซ่อมแซมเซลล์ของผิวหนัง (เฉพาะส่วนที่ได้รังสี) แผลที่เกิด จะเริ่มเป็นแผลแฉะ ขอบแผลเปื่อย มีเซลล์ที่ตายอยู่ในแผล และแผลจะขยายกว้างเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าแผลมีขนาดกว้าง หรือใหญ่ มักเกิน 2-3 เซ็นติเมตร อาจเกิดความเจ็บปวด และติดเชื้อได้ง่าย

ป้องกันเกิดแผลบริเวณฉายรังสีได้อย่างไร?

วิธีป้องกันการเกิดแผลบริเวณฉายรังสี คือ การปฏิบัติตนที่ถูกต้อง แยกเป็นบริเวณฉายรังสี ดังนี้

  1. บริเวณศีรษะ และ คอ
    • ควรตัดผมสั้นที่สุดเท่าที่ทำได้ เพื่อลดการระคายจากปลายผม และการอับชื้นจากผมที่ยาว
    • ควรใส่เสื้อไม่มีปก คอกว้าง กระดุมผ่าหน้า และเนื้อผ้านิ่ม โปร่งบาง เพื่อลดการเสียดสีของเสื้อขณะใส่ และ ถอดและช่วยให้ผิวหนังไม่อับชื้น
    • ห้ามใส่สร้อยคอ หรือเครื่องประดับบริเวณคอ ไม่ใส่ต่างหู
    • ไม่ใช้เครื่องสำอาง
    • ปรึกษาแพทย์ พยาบาลรังสีรักษา เรื่องการสระผม อาบน้ำ ถูกน้ำบริเวณผิว หนังส่วนนั้น
  2. บริเวณหน้าอกและเต้านม

    ช่วงแรกสามารถใส่เสื้อยกทรงได้เมื่อแพทย์อนุญาต หลังได้รับรังสีประมาณ 10 ครั้ง เป็นต้นไป ผิวจะแห้งขึ้น จึงไม่ควรใส่เสื้อยกทรงเพราะเกิดการเสียดสีและรัดแน่นเกิดความอับชื้นทำให้เกิดแผลได้ง่าย ควรใส่เสื้อตัวใหญ่วงแขนกว้างและเนื้อผ้านิ่มๆเช่น ผ้าฝ้าย ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาลรังสีรักษาเรื่องการอาบน้ำ ถูกน้ำ และการใช้เครื่องสำอาง รวมทั้งโลชันระงับกลิ่น

  3. บริเวณช่องท้องและเชิงกราน
    • ควรใช้กางเกงชั้นในเนื้อผ้านิ่มตัวหลวมๆ
    • ควรใส่กางเกงเนื้อผ้านิ่มและไม่รัดแน่น เช่น กางเกงผ้าฝ้าย ไม่ควรใส่ยีนส์
    • ควรใส่กระโปรงหลวม ผ้าถุง หรือผ้าขาวม้าเวลาอยู่บ้าน
    • และเช่นเดียวกับในบริเวณอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาลรังสีรักษาเรื่องการอาบน้ำ ถูกน้ำ และในการทำความสะอาดเมื่อขับถ่าย

ทำแผลบริเวณฉายรังสีอย่างไร?

เมื่อเกิดมีแผลขึ้นในบริเวณฉายรังสี วิธีทำแผลที่ถูกต้องมีดังนี้

  • ไม่ควรใช้ยาแดงหรือเบตาดีน (Betadine) ราดลงบนแผลทันที เพราะทำให้แผลตึงมากขึ้นและแสบมาก
  • ก่อนทำแผล ล้างมือด้วยสบู่จนสะอาด ใช้น้ำเกลือที่ปราศจากเชื้อ (Normal saline , NSS หรือ น้ำเกลือโรงพยาบาล) เช็ดจากกลางแผลวนออกไปหาขอบแผล ไม่ควรเช็ดย้อนไปมา สำลีที่ใช้ควรม้วนให้แน่นไม่เป็นปุยก่อนเช็ดแผล เพราะปุยสำลีอาจติดค้างบนแผลทำให้แผลแฉะ ที่ดีที่สุดคือใช้ผ้าทำแผลที่พยาบาลแนะนำ (ผ้ากอซ) ทำแผลแทนสำลี
  • ใช้น้ำกลั่นเช็ดแผลซ้ำ รอจนแผลแห้งหรือหมาดแล้วจึงป้ายด้วย ยาที่แพทย์ พยาบาลแนะนำ เช่น ยา 1% Silver sulfadiazine (ยาซิลเวอร์ซัลฟา)บาง ๆ
  • ถ้าไม่มีธุระออกนอกบ้าน ไม่ควรปิดแผล ควรปล่อยให้โล่ง เพื่อลดการอับชื้นของแผล
  • ถ้าแผลอยู่ในบริเวณที่อาจเสียดสีกับผมหรือเสื้อผ้า ควรปิดแผลด้วยผ้ากอซแผ่นตาข่ายมียาผสม (Sofra-tulle) หรือ มีขี้ผึ้งวาสเซลีนผสม เพื่อช่วยให้ผ้ากอซไม่ติดกับผิวนอกแผลตอนดึงผ้ากอซออก แล้วปิดผ้ากอซบาง ๆ ให้กว้างกว่าบริเวณแผลและปิดพลาสเตอร์ ข้อสำคัญ คือห้ามปิดพลาสเตอร์ลงในบริเวณฉายรังสีเด็ดขาดเพราะเมื่อแกะ/ลอกพลาสเตอร์ออก ผิวหนังส่วนที่กำลังแห้งและลอก จะหลุดติดออกมาด้วย อาจทำให้เกิดแผลใหม่ หรือแผลเลือดออก หรือ แผลติดช้าได้
  • ถ้าแผลมีขนาดใหญ่และลึก ควรรับประทานยาแก้ปวดก่อนทำแผลประมาณ 30 นาที เพื่อบรรเทาการเจ็บแผลขณะทำแผล (ควรเป็นยาที่แพทย์สั่งหรือถ้าไม่มีควรแจ้งให้แพทย์ทราบในวันตรวจ)
  • อุปกรณ์การทำแผลควรปราศจากเชื้อ สามารถทำเองได้โดยใช้ภาชนะโลหะและคีมคีบ (Forceps) นึ่งในน้ำเดือดนาน 15 นาที หรือหาซื้อชุดทำแผลชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้งได้ตามร้านขายยาทั่วไป
  • ก่อนทำแผลควรสังเกตสีและลักษณะแผลเพื่อเป็นข้อมูลในวันที่มาพบแพทย์ หรือ เพื่อการสอบถามแพทย์ พยาบาล
  • ถ้าแผลมีการติดเชื้อจะมีอาการแสดงทางร่างกาย เช่น มีไข้ ลักษณะแผลซีดลง มีหนอง หรือ มีกลิ่น ให้รีบพบแพทย์/พยาบาล เพื่อพิจารณาใช้ยาปฏิชีวนะ

บรรณานุกรม

  1. จอมจักร จันทรสกุล , พรพรหม เมืองแมน , พรเทพ เปรมโยธิน. Update on wound care 2008. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร ; 2551.
Updated 2014, Aug 23


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน pearko mastergame
Frame Bottom