Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ระบบทางเดินอาหาร  การพยาบาล 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เคี้ยว/กลืนอาหารไม่ได้ 

บทนำ

ตามปกติคนเราสามารถรับประทานอาหารได้เองทางปาก ไม่ต้องมีญาติหรือผู้อื่นมาช่วยเหลือในการรับประทานอาหาร แต่ทว่าในบางราย บุคคลที่ไม่สามารถรับประทานอาหารทางปากหรือได้รับอาหารทางปากไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายด้วยสาเหตุจากมีปัญหาจากการกลืนอาหาร หรือจากความเจ็บป่วยใดๆก็ตามเช่น เจ็บในช่องปากและช่องคอมากจากช่องปากและช่องคออักเสบ จึงมีความจำเป็นที่ต้องได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอโดยผ่านทางสาย/ท่อให้อาหารที่ผ่านจากช่องจมูกข้างใดข้างหนึ่ง (ซ้ายหรือขวาก็ได้) เข้าสู่ช่องคอจนเข้าสู่กระเพาะอาหารที่เรียกว่า “สายให้อาหาร (Nasogastric feeding tube; NG tube)” ซึ่งเรียกการให้อาหารผ่านสายให้อาหารนี้ว่า “Nasogastric tube feeding หรือ NG tube feeding” ทั้งนี้เพื่อทดแทนการได้รับอาหารจากทางปาก ซึ่งการให้อาหารผ่านสายให้อาหารจะช่วยให้ร่างกายได้รับอาหารและน้ำอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันจึงช่วยคงสมดุลของการทำงานของร่างกายของเรา

การให้อาหารผ่านทางสายให้อาหารต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่นในการดูแลขณะผู้ป่วยได้รับอาหารในแต่ละครั้ง ในบทความนี้จึงขอนำเสนอการดูแลการให้อาหารทางสายให้อาหารซึ่งญาติหรือผู้ดูแลสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดูแลบุคคลที่ต้องให้อาหารทางสายให้อาหารได้อย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) จากการให้อาหารด้วยวิธีการนี้อันจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีจากการได้รับอาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายให้อาหารคืออะไร?

การดูแลการให้อาหารทางสายให้อาหาร

การให้อาหารทางสายให้อาหารเป็นการใส่สายยาง/ท่อยางผ่านทางรูจมูกจนถึงกระเพาะอาหารผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหาร เป็นอาหารปั่นผสม (Blenderized diet) ที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามหลักโภชนาการที่รวมไปถึงปริมาณของอาหารที่พอเหมาะในแต่ละมื้ออาหารโดยผู้ป่วยไม่ต้องเคี้ยวหรือกลืนอาหารนั้นๆ ทั้งนี้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารของกระเพาะอาหารผู้ป่วยจะต้องยังคงทำงานปกติเหมือนในการกิน/การเคี้ยวอาหารจึงจะสามารถให้อาหารผู้ป่วยทางสายให้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อนึ่งสายให้อาหารจะเป็นท่อกลวงกลมยาวทำด้วยยางหรือพลาสติก มีได้หลายขนาดโดยแพทย์/พยาบาลจะเลือกใช้ตามขนาดที่เหมาะสมกับรูจมูกและขนาดความยาวลำตัวช่วงบนของผู้ป่วย ทั้งนี้หน่วยขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของสายฯนี้เรียกว่า French (Fr), 1 Fr = 0.33 มิลลิเมตร, ซึ่งขนาดทั่วไปสำหรับผู้ใหญ่ไทยจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 - 16 Fr และมีความยาวประ มาณ 42 - 50 นิ้วหรือ 105 - 125 เซนติเมตร

ทำไมจึงต้องให้อาหารทางสายให้อาหาร?

ผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องได้รับอาหารทางสายให้อาหารคือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคี้ยวและ/ หรือกลืนอาหารทางปากและ/หรือทางลำคอได้ตามปกติเช่น มีการอักเสบ/เจ็บในช่องปาก/ช่องคอมาก (เช่น ผู้ป่วยได้รับรังสีรักษาบริเวณช่องปาก/ช่องคอ) หรือในผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายผู้ป่วยได้รับสารน้ำและสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย รวมถึงการได้รับยาต่างๆตามแผนการรักษาเพื่อบำบัดรักษาโรคให้ได้ผลดี ผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้องได้รับอาหาร น้ำดื่ม ยาต่างๆอย่างพอเพียงผ่านทางสายให้อาหาร

ใครบ้างที่ควรได้รับอาหารทางสายให้อาหาร?

ผู้ป่วยที่ควรได้รับอาหารทางสายให้อาหารได้แก่

1.บุคคล/ผู้ป่วยที่มีปัญหาในช่องปากช่องคอจนเกิดปัญหาการกลืนอาหาร การดื่มน้ำ จนไม่สามารถรับประทานอาหารฯได้เองทางปากเช่น ในรายที่เป็นมะเร็งในช่องปาก มะเร็งหลอดอาหาร อัมพฤกษ์ อัมพาต

2. ผู้สูงอายุที่มีปัญหาทางทันตกรรมจนก่อให้เกิดปัญหาในการเคี้ยวอาหาร ส่งผลให้ได้รับอาหารน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

อาหารอย่างไรที่เหมาะสมกับการให้ทางสายให้อาหาร?

อาหารที่เหมาะสมจะให้ทางสายให้อาหารควรเป็นอาหารปั่นเรียกว่า อาหารปั่นผสม (Blenderized diet) ที่เป็นเหมือนอาหารเหลวสามารถไหลผ่านสาย/ท่อให้อาหารที่มีขนาดเล็กได้สะดวก ไม่มีอาหารติดค้างตามสายให้อาหาร อาหารที่ให้ทางสายให้อาหารนี้ควรเป็นอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าอาหารตามหลักโภชนาการครบถ้วน

อาหารปั่นผสมที่จะให้ทางสายให้อาหารนี้ควรเป็นอาหารที่ให้พลังงาน 1 กิโลแคลอรี (Kilo calories) ต่อปริมาณอาหาร 1 มิลลิลิตรโดยมีสัดส่วน

  • อาหารโปรตีนเช่น เนื้อสัตว์ หมู ไก่ ปลา ไข่ 15 - 20%
  • ไขมันที่เป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด 30 - 45% และ
  • คาร์ไฮเดรตเช่น ข้าว น้ำตา
  • ผัก ผลไม้ควรเป็นผลไม้สุกเช่น มะละกอสุก กล้วยน้ำว้าสุก 50 - 60% ส่วนใหญ่อาหารปั่นผสมมักเป็นอาหารที่ทำให้สุกโดยผ่านกระบวนการต้ม ตุ๋น แล้วนำมาปั่นละเอียดให้เข้ากันจนเป็นเนื้อเดียวกัน อาจใส่ขวดไว้แบ่งเป็นมื้อๆละ 200 - 250 มิลลิลิตร ในหนึ่งวันอาจให้ 3 - 4 ครั้ง/มื้อทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดัชนีมวลกายของผู้ป่วย (BMI: Body Mass Index) หรือตามความต้อง การของผู้ป่วยแต่ละราย ทั้งนี้แพทย์พยาบาลและ/หรือโภชนากรสามารถให้คำแนะนำในเรื่องปริมาณอาหารที่ผู้ป่วยควรได้รับ และที่สำคัญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดได้จากการให้อาหารทางสายให้อาหาร

สูตรของอาหารปั่นผสม

สูตรอาหารปั่นผสมที่นิยมใช้ในการให้อาหารทางสายให้อาหารแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่

1. สูตรน้ำนมผสม (Milk based formular): เป็นอาหารที่มีนมเป็นส่วนประกอบสำคัญและ อาจมีอาหารชนิดอื่นมาเพิ่มเพื่อให้ได้พลังงานและสารอาหารที่เพียงพอเช่น น้ำตาน้ำมันพืช น้ำผลไม้ เป็นต้น สัดส่วนที่ใช้ในการทำอาหารชนิดนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการอาหารของผู้ป่วยแต่ละวัน ส่วนใหญ่แพทย์หรือพยาบาลหรือนักกำหนดอาหาร/โภชนากรจะเป็นผู้กำหนดให้

ตัวอย่างอาหารสูตรน้ำนม: ส่วนประกอบ นมสด 30 กรัม นมผงลดไขมัน 40 กรัม ไข่ไก่ 200 กรัม น้ำตาลทราย 100 กรัม น้ำมันพืช 5 กรัม เติมน้ำต้มสุกจนครบ 1,000 มิลลิลิตร

2. อาหารปั่นผสม (Blenderized formula): อาหารที่ใช้นี้เป็นอาหารที่เตรียมมาจากอาหาร มีประโยชน์ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการแล้วนำมาทำให้สุกและปั่นผสมเข้ากัน ปริมาณอาหารมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความต้องการพลังงานและสารอาหารของผู้ป่วยแต่ละราย แพทย์หรือพยาบาลหรือนักกำหนดอาหารจะเป็นผู้กำหนดปริมาณที่ผู้ป่วยต้องการต่อวัน

ตัวอย่างสูตรอาหารปั่นผสม (สูตรรามาธิบดี): ตับหมูหรือตับไก่ 100 กรัม ฟักทองหรือผักชนิด อื่น 100 กรัม กล้วยสุกหรือมะละกอสุก 100 กรัม ไข่ไก่ 200 กรัม น้ำตาล 100 กรัม และเติมน้ำต้มสุกให้ได้ 1,000 มิลลิลิตร

ตัวอย่างอาหารปั่นผสมสูตรมังสวิรัติ: ในผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถได้รับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ได้ จำเป็นต้องได้รับอาหารมังสวิรัติที่ได้รับคุณค่าทางอาหารไม่แตกต่างกันกับเนื้อสัตว์มาทดแทน ผู้เขียนจึงขอนำเสนออาหารปั่นสูตรมังสวิรัติเป็นทางเลือกเพื่อนำไปใช้ดังนี้เช่น โปรตีนเกษตร 60 กรัม นมถั่วเหลือง 200 กรัม ข้าวกล้อง 20 กรัม นำตาลทราย 60 กรัม ฟักทอง น้ำมันถัวเหลือง 30 กรัม และเติมน้ำสุกเป็น 1,000 มิลลิลิตร

วัตถุดิบที่ใช้ในการเตรียมอาหารปั่นผสม สามารถดัดแปลงได้ตามความความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมและราคา อย่างไรก็ตามควรคำนึงถึงความสะอาดและคุณค่าของอาหารทางโภชนาการเป็นสำคัญ

3. อาหารปั่นผสมสำเร็จรูป: นอกเหนือจากอาหารปั่นผสมที่ญาติหรือผู้ดูแลสามารถเตรียมได้เองแล้ว ยังมีอาหารปั่นผสมสำเร็จรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางการแพทย์มีให้เลือกมากมายหลายสูตร ได้คุณค่าของอาหารตามความต้องการของร่างกายและความสะดวกในการเลือกใช้ อาหารสำเร็จรูปนี้มีทั้งชนิดเป็นผงและชนิดน้ำเช่น Isocal Pan-enteral Prosobee, Sustagen เป็นต้น แต่อาหารปั่นผสมสำเร็จรูปอาจมีราคาสูงกว่าอาหารปั่นผสมที่เตรียมใช้เอง ดังนั้นการเลือกอาหารปั่นผสมจึงต้องพิจารณาจากปัจจัยหลายด้านของผู้ใช้เป็นสำคัญ

เตรียมอุปกรณ์อะไรบ้างที่ใช้ในการให้อาหารทางสายให้อาหาร?

อุปกรณ์จำเป็นที่ใช้ในการให้อาหารทางสายให้อาหารได้แก่

1. อาหารปั่นผสมที่อุ่นแล้วปริมาณ 200 - 250 มิลลิลิตร

2. กระบอกฉีดยาขนาดใหญ่ที่สุด/กระบอกให้อาหาร/Syringe feeding (ขนาด 50 มิลลิลิตร) สำลีสะอาด และแอลกอฮอล์ 70%

3. น้ำสะอาดประมาณ 50 - 100 มิลลิลิตร

ให้อาหารทางสายให้อาหารอย่างไรจึงจะปลอดภัย?

การใส่สายให้อาหารจะใส่โดยพยาบาลผู้ชำนาญการ หรือญาติหรือผู้ดูแลที่ได้รับการสอนหรือการแนะนำอย่างดีจากพยาบาลจนมีความรู้มีความพร้อมและมั่นใจว่าจะใส่สายฯได้เองอย่างถูกต้องและปลอดภัย วิธีให้อาหารทางสายให้อาหารที่ปลอดภัย ลดโอกาสติดเชื้อจากอาหาร และลดโอกาสสำลักอาหารได้แก่

1. ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนการเตรียมอุปกรณ์การให้อาหารทางสายให้อาหารและ ในการให้อาหารเพื่อช่วยลดจำนวนเชื้อโรค

2. เตรียมอาหารและอุปกรณ์การให้อาหารมาที่เตียงผู้ป่วยหรือที่ผู้ป่วยนั่งอยู่เพื่อสะดวกในการให้อาหารแก่ผู้ป่วย

3. แจ้งผู้ป่วยให้ทราบว่าจะให้อาหารเพื่อให้ทราบและพร้อมในการให้อาหาร ในบางครั้งถ้าพบว่าผู้ป่วยมีเสมหะ ต้องดูดเสมหะออกก่อนการให้อาหารเพื่อป้องกันการสำลักอาหารขณะให้อาหาร

4. จัดท่าเพื่อให้อาหารไหลสู่กระเพาะอาหารได้ดีลดโอกาสเกิดการสำลัก โดยจัดให้ผู้ป่วยนอนศีรษะสูง 30 - 60 องศา (กรณีผู้ป่วยลุกนั่งไม่ได้) หรือจัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงหลัง

5. ใส่สายให้อาหารผ่านรูจมูกด้านใดด้านหนึ่ง ผ่านลำคอ ผ่านหลอดอาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร

6. เปิดจุกปลายสายให้อาหาร และเช็ดรอบรูเปิดด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือน้ำต้มสุก เพื่อทำความสะอาดอุปกรณ์และลดจำนวนเชื้อโรค

7. ต่อหัวกระบอกให้อาหาร (Syringe feeding) เข้ากับรูเปิดของสายให้อาหารโดยสำรวจให้กระชับและแน่น แล้วค่อยๆดูดน้ำย่อยอาหารหรืออาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารออก ให้สังเกตปริมาณและลักษณะสิ่งที่ดูดออกมาเพื่อเป็นการทดสอบตำแหน่งของสายให้อาหารว่าอยู่ถูกต้องในกระเพาะอาหารหรือไม่ ป้องกันการเลื่อนหลุดและป้องกันการสำลักอาหารเนื่องจากการไหลย้อนกลับจากกระเพาะอาหารเข้าสู่หลอดลม ถ้าดูดออกมาได้มากเกิน 50 มิลลิลิตรให้ใส่น้ำย่อยหรืออาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารที่ดูดได้กลับเข้าไป และเลื่อนมื้ออาหารนั้นออกไป 1 ชั่วโมงเพื่อให้เวลากับการย่อยอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นอีก 1 ชั่วโมงต่อมาหากตรวจสอบพบว่ายังมีน้ำย่อยหรืออาหารค้างในกระเพาะอาหารเกิน 50 มิลลิลิตร ให้งดให้อาหารมื้อนั้นและให้อาหารในมื้อต่อไปได้ ซึ่งตามปกติจะให้อาหารวันละ 3 - 4 มื้อเช่น 7.00, 12.00, 17.00 และ 20.00 น.

8. หลังตรวจสอบตามข้อ 6 แล้ว เมื่อจะเริ่มให้อาหาร ให้พับสายให้อาหารที่ใกล้กับรูเปิด ของสายให้อาหาร สำรวจกระบอกให้อาหารที่ต่อกับสายให้อาหารให้เรียบร้อยแล้วให้กระชับแน่น นำอาหารเทลงไปในกระบอกให้อาหารประมาณ 50 มิลลิลิตรแล้วจึงค่อยๆปล่อยสายให้อาหารที่พับไว้ ยกกระบอกให้อาหารขึ้นสูงพอประมาณเพื่อช่วยให้อาหารค่อยๆไหลลงไปตามสาย เมื่ออาหารใกล้หมดเหลืออีกประมาณ 10 มิลลิลิตรจึงเทอาหารลงไปอีก ทำเช่นนี้จนอาหารที่เตรียมมาหมด และควรให้น้ำสะอาดตามลงไปอีกประมาณ 50 มิลลิลิตรหลังจากให้อาหารหมดแล้ว เพื่อช่วยล้างสายให้อาหารเพื่อลดการบูดเน่าของเศษอาหารที่ค้างอยู่ตามสายให้อาหาร

9. กรณีที่ให้ยา ถ้าเป็นยาเม็ดควรบดยาให้ละเอียดก่อนการให้ยาผ่านลงไปในสายให้อาหาร ถ้าเป็นยาที่เป็นแคปซูลควรแกะแคปซูลออกก่อน แต่ถ้าเป็นยาน้ำสามารถนำมาให้ผ่านสายฯ ได้เลย

การให้ยาทางสายให้อาหารควรปฏิบัติดังนี้

  • กรณีให้ยาก่อนอาหาร: ควรให้ยาก่อนอาหารอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ผสมยากับน้ำเปล่าสะอาดประมาณ 5 - 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากันแล้วเทลงในกระบอกให้อาหาร แล้วจึงตามด้วยน้ำเปล่าสะอาดอีก 20 - 30 มิลลิลิตร
  • กรณีให้ยาพร้อมอาหาร: ควรให้ยาผสมน้ำเปล่าสะอาด 5 - 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากัน เทลงในกระบอกให้อาหารทันทีหลังจากให้อาหารเสร็จ หลังจากนั้นจึงตามด้วยน้ำฯอีก 20 - 30 มิลลิลิตร
  • กรณีให้ยาหลังอาหาร: ควรให้ยาหลังอาหารอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง โดยให้ยาผสมกับน้ำฯประมาณ 5 - 10 มิลลิลิตร คนให้เข้ากันแล้วเทลงในกระบอกให้อาหาร แล้วตามด้วยน้ำฯอีก 20 - 30 มิลลิลิตร

10. เช็ดปลายสายให้อาหารด้วยแอลกอฮอล์ 70% หรือด้วยน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นแล้ว ปิดฝาครอบรูเปิดสายฯเพื่อลดสิ่งสกปรกหลุดเข้าไปในสายฯ ควรเก็บสายฯให้เรียบร้อยโดยใช้ พลาสเตอร์ติดสายฯที่พ้นออกมานอกช่อง/รูจมูก เก็บให้อยู่สูงกว่าตำแหน่งช่องจมูกเพื่อลดการไหลย้อน กลับออกมาของอาหารเช่น บริเวณแก้มข้างใดข้างหนึ่งของผู้ป่วยหรือบริเวณเหนือหูของผู้ป่วย แต่สิ่งที่ควรระมัดระวังคือ การเกิดแผลกดทับตรงตำแหน่งที่เก็บพักสายฯจากการกดทับของสายฯ(เช่น ที่บริเวณเหนือใบหู) ดังนั้นควรเปลี่ยนตำแหน่งดังกล่าวบ่อยๆ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ให้อาหารแต่ละมื้อ

11. ให้ผู้ป่วยนอนอยู่ในเดิม/ท่าศีรษะสูง 30 - 60 องศาหรือท่านั่งอย่างน้อย 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมงหลังให้อาหารเสร็จเพื่อป้องกันอาการอึดอัดแน่นท้องและอาหารไหลย้อนกลับเข้าหลอดอาหารและเข้าหลอดลม/การสำลักอาหาร

12. เก็บอุปกรณ์ที่ใช้ให้การให้อาหารไปทำความสะอาดเพื่อสะดวกในการใช้ครั้งต่อไป

ดูแลสายให้อาหารอย่างไร?

การดูแลสายให้อาหารที่สำคัญคือ

1. การดูแลสายให้อาหาร: หากพบว่าพลาสเตอร์ที่ปิดตรึงสายฯบริเวณสันจมูก (ตำแหน่งที่สอดใส่สายฯเข้าในช่องจมูกเพื่อให้สายฯอยู่กับที่เพื่อป้องกันการเลื่อนหลุด) สกปรก ควรใช้สำลีสะอาดชุบแอลกอฮอล์ 70% เช็ดทำความสะอาด และจะช่วยให้พลาสเตอร์ลอกออกได้ง่ายแล้วจึงเปลี่ยนพลาสเตอร์อันใหม่

ส่วนสายฯในส่วนที่อยู่นอกช่องจมูก ควรทำความสะอาดด้วยผ้านุ่มๆชุบน้ำเปล่าสะอาด หลังจากนั้นจึงเช็ดสายฯให้แห้ง

2. การเปลี่ยนสายให้อาหาร: ตามปกติสายให้อาหารที่ใช้กับผู้ป่วยมักจะใช้ได้นานประมาณ 1 เดือนหรือน้อยกว่านั้น เมื่อเห็นว่าสายฯขุ่นสกปรก หรือมีอาหารอุดตันทำให้อาหารไม่สามารถไหล ลงไปได้ หรือสายให้อาหารรั่ว (สังเกตจากมีน้ำหรือเศษอาหารซึมออกมาในช่วงให้อาหาร/ให้ยา) จำเป็นต้องเปลี่ยนสายให้อาหารใหม่เสมอไม่ต้องรอจนถึง 1 เดือน

กรณีผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาล พยาบาลจะเป็นผู้เปลี่ยนสายฯใหม่ให้ผู้ป่วย แต่หากผู้ป่วยอยู่ที่บ้าน ญาติหรือผู้ดูแลที่ได้รับการสอนหรือการแนะนำอย่างดีจากพยาบาลจนมีความรู้มีความพร้อม และมั่นใจว่าจะใส่สายฯได้เองอย่างถูกต้องและปลอดภัยต่อผู้ป่วย ก็สามารถเปลี่ยนถอดและใส่สายฯใหม่ให้ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ญาติ/ผู้ดูแลต้องรู้จักการวัดตำแหน่งความลึกของสายฯที่จะใส่ การทดสอบสายฯให้อยู่ในตำแหน่งกระเพาะอาหารด้วยการดูดน้ำย่อย หรือใช้ลมดันเข้าไปในสายฯประมาณ 10 - 15 มิลลิลิตรและใช้หูฟังบริเวณกระเพาะอาหารทางด้านซ้ายของช่องท้องที่จะได้ยินเสียงลมผ่านสายฯ จึงมั่นใจได้ว่าสายให้อาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร และใช้พลาสเตอรืปิดสายให้อาหารยึดตรึงกับสันจมูกเพื่อป้องกันสายฯเลื่อนหลุด

อย่างไรก็ตามถ้าญาติหรือผู้ดูแลไม่มั่นใจในการจะเปลี่ยนสายให้อาหารให้แก่ผู้ป่วย สามารถ นำผู้ป่วยมาโรงพยาบาลหรือมาสถานีอนามัยใกล้บ้านเพื่อให้พยาบาลช่วยเปลี่ยนสายฯให้ใหม่

ดูแลผู้ป่วยขณะให้อาหารทางสายให้อาหารอย่างไร?

1. การดูแลผู้ป่วยระหว่างให้อาหารทางสายให้อาหารที่สำคัญคือ ญาติหรือผู้ดูแลควรสังเกตอาการไอหรืออาการสำลักขณะให้อาหารทางสายให้อาหาร ถ้ามีอาการไอควรหยุดการให้อาหารไว้สักครู่ รอจนอาการไอหายไปจึงให้อาหารต่อ แต่ถ้าผู้ป่วยมีการสำลักควรหยุดให้อาหารทันที จับผู้ป่วยตะแคงหน้าไปด้านใดด้านหนึ่ง สังเกตการหายใจของผู้ป่วย ถ้ามีอาการหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก ต้องรีบพาผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที/ฉุกเฉิน

2. ถ้าผู้ป่วยมีอาการไอทุกครั้งขณะให้อาหารทางสายให้อาหารหรือมีอาการไออย่างต่อเนื่องโดยไม่สัมพันธ์กับการให้อาหารทางสายฯ ก็ควรรีบนำผู้ป่วยไปโรงพยาบาลไม่ต้องรอจนถึงวันแพทย์นัด เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการตรวจเพื่อหาสาเหตุและได้รับการรักษาที่เหมาะสม

3. อาการไอหรืออาการสำลักระหว่างการให้อาหารจะเป็นสาเหตุให้อาหารไหลเข้าสู่หลอดลม/สู่ปอดที่เป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันทันทีของหลอดลมและ/หรือเป็นสาเหตุของปอดบวมซึ่งทั้ง 2 กรณีอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

4. ควรใช้ไม้พันสำลีหรือ Cotton bud ชุบน้ำสะอาดเช็ดภายในรูจมูกทั้ง 2 ข้างเพื่อขจัดสิ่งสกปรก ควรทำทุกครั้งหลังการเช็ดตัวให้ผู้ป่วยหรือทุกครั้งที่พบมีสิ่งสกปรกในรูจมูก

5. ควรดูแลความสะอาดในช่องปากของผู้ป่วยร่วมด้วยเสมอเพื่อลดจำนวนเชื้อโรค และเมื่อช่องปากสะอาดจะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสุขสบายและยังกระตุ้นความอยากอาหาร และช่วยให้ผู้ป่วยพร้อมที่จะรับประทานอาหารทางปากได้ต่อไปหากผู้ป่วยมีสุขภาพที่ดีขึ้น

ควรพบแพทย์เมื่อไหร่?

ควรพาผู้ป่วยมาพบแพทย์/มาโรงพยาบาลตามที่แพทย์นัดเสมอ หรือหากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติควรรีบพาผู้ป่วยมาโรงพยาบาลก่อนนัดเช่น ผู้ป่วยมีอาการท้องผูกมาก ท้องเสียมาก หรืออาการสำลักอาหารบ่อย น้ำหนักตัวลดลง ทั้งนี้เพื่อแพทย์ตรวจพิจารณาหาสาเหตุและปรับการให้อาหารทางสายให้อาหาร หรือใช้วิธีการรักษาอื่นตามความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

มีภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้างที่อาจเกิดจากให้อาหารทางสายให้อาหาร?

ภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ที่อาจเกิดจากให้อาหารทางสายให้อาหารเช่น

1. สายฯเลื่อนหลุดจากกระเพาะอาหารทำให้ของเหลว/น้ำย่อย/อาหารในกระเพาะอาหารไหลย้อน ขึ้นไปอยู่ในหลอดอาหาร เมื่อผู้ป่วยนอนลงอาจทำให้อาหารเข้าไปให้หลอดลมจนอาจก่อให้เกิดภาวะปอดอักเสบ/ปอดบวมได้

2. การให้อาหารเร็วเกินไปจะกระตุ้นทำให้เกิดอาการท้องอืด/อึดอัดในท้อง

3. อุณหภูมิของอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไปอาจทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารทำให้เกิดอาการปวดท้อง จุก/เสียดท้อง

4. ท้องผูก ผู้ที่ได้รับอาหารทางสายฯมักได้รับอาหารที่มีใยอาหารไม่เพียงพอจึงมีโอกาสเกิดท้องผูกได้ง่าย

5. ท้องเสียที่อาจเกิดจากอาหารที่ได้รับเข้าไปทางสายฯอาจไม่สามารถถูกย่อยและ/หรือถูกดูดซึมได้หรืออาจเกิดจากอาหารบูดเน่า โดยทั่วไปอาหารที่ให้ทางสายให้อาหารจะเป็นอาหารปั่น ควรใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง อาหารที่เตรียมเสร็จแล้วแต่ยังไม่ถึงมื้ออาหารที่จะให้ครั้งต่อไป ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นและนำมาอุ่นก่อนที่จะให้อาหารในมื้อนั้นๆ

ส่วนการป้องกันภาวะแทรกซ้อนดังกล่าวสามารถทำได้งายๆโดย

  • ตรวจสอบสายให้อาหารว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องทุกครั้งก่อนให้อาหาร
  • ขณะให้อาหาร ควรให้อาหารไหลไปอย่างช้าๆ หลีกเลี่ยงการใช้แรงดันกระบอกให้อาหาร และควรอุ่นอาหารก่อนการให้อาหารจะช่วยลดอาการแน่นอึดอัดท้อง
  • การให้อาหารที่มีใยอาหารสูงพร้อมกับการให้น้ำระหว่างมื้ออาหารอย่างเพียงพอเช่น หลังให้อาหารไปแล้ว 3 ชั่วโมงควรให้น้ำครั้งละ 50 - 100 มิลลิลิตรเมื่อผู้ป่วยไม่มีข้อห้ามการจำกัดน้ำดื่มจะช่วยลดอาการท้องผูกลงได้

อย่างไรก็ตามหากพบผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารทางสายให้อาหารจนมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยเช่น ท้องผูกหรือท้องเสียที่รุนแรงหรือที่มีอาการตลอดเวลา ควรรีบปรึกษาแพทย์และ/หรือพยาบาลเพื่อขอคำแนะนำให้การช่วยเหลือบำบัดรักษาอาการผู้ป่วย

สรุป

การให้อาหารทางสายให้อาหารเป็นวิธีการหนึ่งที่ใช้เพื่อให้บุคคล/ผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประ ทานอาหารได้เองทางปากแต่ระบบย่อยและดูดซึมอาหารยังทำงานได้ตามปกติให้ได้รับอาหารและน้ำรวมถึงยาอย่างเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

การเตรียมอาหารปั่นผสมที่จะให้ทางสายให้อาหาร สามารถเตรียมได้เองอย่างง่ายๆ สิ่งสำคัญคือต้องคำนึงถึงคุณค่าของอาหารทางโภชนาการและความสะอาด

ต้องตรวจสอบสายให้อาหารให้อยู่ในตำแหน่งในกระเพาะอาหารและตรวจสอบปริมาณอาหารที่ค้างอยู่ในกระเพาะอาหารก่อนการให้อาหารทางสายฯทุกครั้ง รวมทั้งการดูแลสายฯให้สะอาด ระมัดระวังภาวะแทรกซ้อนจากการให้อาหารทางสายให้อาหาร สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความปลอดภัยและได้รับอาหารทางสายให้อาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บรรณานุกรม

  1. มนสภรณ์ วิทูรเมธา น้ำอ้อย ภักดีวงศ์ และมนพร ชาติชำนิ (บรรณาธิการ) .(2552). การพยาบาลพื้นฐาน. ปทุมธานี. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรังสิต.
  2. สุปราณี เสนาดิสัย และวรรณภา ประไพพานิช.(บรรณาธิการ).(2554). การพยาบาลพื้นฐาน: แนวคิดและการปฏิบัติ. (พิมพ์ครั้งที่ 13).กรุงเทพฯ: จุดทอง.
  3. อาหารทางสายให้อาหารwww.elder;ythailand.com [2016,May14]
  4. Perry,A.g & Potter,P.A. (2015). Mosby’s Pocket Guide to Nursing skills & Procedures. 8th edition.St.Louis: Elsevier Mosby.
  5. Lynn,P.(2011). Taylor’s Handbook of Clinical Nursing Skills. Philadelphia: Wolters Kluwer/Lippincott Williams & Wilkins.
  6. http://www.modernmedicine.com/content/inserting-ng-tube [2016,May14]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน montreeza66666 falamrai
Frame Bottom