Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

หัวใจ  ระบบหัวใจและหลอดเลือด 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

เจ็บหน้าอก 

บทนำ

หัวใจ (Heart) เปรียบเสมือนปั๊มน้ำซึ่งทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และการที่หัวใจจะทำงานที่เป็นเสมือนปั้มน้ำให้ดีอยู่ได้นั้น จำเป็นต้องมีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้ตามปกติ ซึ่งเลือดจะไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจผ่านหลอดเลือดแดงที่เรียกว่า หลอดเลือดโคโรนารี (Coronary artery) หรือบางท่านเรียกว่า หลอดเลือดหัวใจ และโดยปกติจะมีหลอดเลือดโคโรนารีที่มีขนาดใหญ่ 3 เส้น (2 เส้นทางซ้ายและอีก 1 เส้นทางขวา โดยทั้ง 3 เส้นได้รับเลือดจากหลอดเลือดขั้วหัวใจ หรือท่อเลือดแดง หรือเอออร์ตา/Aorta) หลอดเลือดทั้ง 3 เส้นนี้จะแบ่งแยกเป็นหลอดเลือดแดงที่มีขนาดเล็กลงและเป็นหลอดเลือดฝอยในที่สุด ซึ่งนำเลือดสู่เนื้อเยื่อส่วนต่างๆของหัวใจรวมทั้งกล้ามเนื้อหัวใจ

หลอดเลือดหัวใจตีบและอุดตันได้อย่างไร?

การซ่อมรักษาหลอดเลือดหัวใจตีบ

หลอดเลือดแดงโคโรนารีทำหน้าที่เหมือนท่อประปา ซึ่งเมื่อใช้ไปเป็นเวลานานๆก็จะมีเศษ ผงเศษผมเกาะตัวในท่อประปาเป็นตะกรันและทำให้ท่อตีบ ขวางการไหลของน้ำ ในหลอดเลือดโคโรนารีของหัวใจก็จะเกิดความเสื่อมหรือมีพยาธิสภาพขึ้นในลักษณะคล้ายกันคือ เกิดการสะสมของไขมันและหินปูนในผนังของหลอดเลือด เกิดเป็นก้อนคล้ายตะกรันทั่วๆไป แต่ในบางส่วนโดยเฉพาะส่วนต้นของหลอดเลือดจะมีการสะสมจนก้อนไขมันยื่นเข้ามาในรูของหลอดเลือด และทำให้รูภายในหลอดเลือดตีบ (โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือ Coronary artery disease หรือย่อว่า ซีเอดี/แคด/CAD หรือ Coronary heart disease ซึ่งย่อว่า ซีเอชดี/CHD) ซึ่งเมื่อตีบมากก็จะขวางการไหลของเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจ นอกจากนั้น หลอดเลือดโคโรนารียังมีการขยายและหดตัวได้ รวมทั้งก้อนไขมันที่สะสมที่ผนังสามารถแตกหรือฉีกออกเป็นแผลและก่อให้เกิดลิ่มเลือดซึ่งส่งผลให้เกิดหลอดเลือดอุดตันฉับพลันหรือเฉียบพลันทันทีได้M

เมื่อหลอดเลือดโคโรนารีตีบมากขึ้นจากการสะสมของไขมันมากขึ้น หรือเกิดการหดตัวตีบ มากขึ้นเป็นระยะๆ จะทำให้เกิดภาวะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจลดลง และถ้าปริมาณเลือดที่ลดลงไม่พอกับความต้องการ (ไม่ว่าจะเป็นความต้องการตามปกติที่ร่างกายอยู่เฉยๆไม่มีการออกกำลัง/การออกแรง หรือไม่ว่าจะเป็นความต้องการเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายมีการออกกำลัง/ออกแรง หรือในภาวะมีความเครียดสูง) จะทำให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก ซึ่งอาการจะหายไปต่อเมื่อมีความสมดุลกลับมาใหม่ระหว่างปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจกับภาวะความต้องการเลือดหรือออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งก็คืออาการดีขึ้น เมื่อผู้ป่วยหยุดออกกำลัง/ออกแรงหรือไม่ก็มีความเครียดคลายลง (หัวใจจึงทำงานลดลง)

ในบางโอกาสก้อนไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆของหลอดเลือดโคโรนารีมีการแตกเป็นแผล ส่งผลให้เกิดลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด ทำให้ปริมาณเลือดขาดหายไปเลย ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายฉับพลันหรือเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอกมาก และเจ็บอยู่นาน ในบางรายเกิดการทำงานของหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย (Heart failure) ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างฉับพลันทันทีได้หรือไม่ก็เสียชีวิตในเวลาต่อม

ควรรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเมื่อไร?

หลอดเลือดหัวใจโคโรนารีที่เสื่อมมากจะส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วย มีคุณภาพชีวิตที่แย่ลง และบ่อยครั้งเป็นสาเหตุการเสียชีวิต อาการของการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจะเป็นอาการแน่นและเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก อึดอัด นอนราบไม่ได้ ไม่สามารถใช้ชีวิตหรือทำงานได้ตามปกติเช่น ไม่สามารถออกกำลัง/ออกแรง เดินขึ้นลงบันได ทำสวน และ/หรืออาบน้ำได้ เพราะมีอาการเจ็บแน่นหัวใจ ดังนั้นจะต้องถึงเวลาซ่อมรักษาหลอดเลือดโคโรนารีก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีอาการมากและไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเฉพาะเมื่อได้รับการรักษาทางยาแล้ว อาการที่กล่าวถึงไม่ดีขึ้นเลยหรือยังมีความจำกัดของการประกอบภารกิจในชีวิตประจำวัน รวมทั้งมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูง เนื่องจากภาวะหลอดเลือดตีบหรือตันมากจนมีการบีบตัวลดลงของกล้ามเนื้อหัวใจหรือมีภาวะหัวใจล้มเหลว

รักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างไร?

นอกเหนือจากการใช้ยาแล้วยังมีการรักษาที่เปรียบเสมือนกับการซ่อมหลอดเลือดโคโรนารีอยู่ 2 วิถีทาง โดยมีหลักการคือ เพื่อเพิ่มเลือดไปสู่กล้ามเนื้อหัวใจให้พอเพียงกับความต้อง การ ซึ่งการรักษา 2 วิถีทางนี้คือ การขยายหลอดเลือดและการทำผ่าตัดต่อทางเบี่ยง (ทางเลี่ยง) หลอดเลือด ซึ่งก่อนจะเลือกวิธีไหนนั้นจำเป็นจะต้องรู้ถึงลักษณะของหลอดเลือดโคโรนารีของผู้ป่วยแต่ละคนจากการสวนหัวใจและฉีดสี (สารน้ำชนิดหนึ่งซึ่งภายหลังการฉีดเข้าหลอดเลือดต่างๆจะช่วยให้เห็นหลอดเลือดและเนื้อเยื่อต่างๆได้ชัดเจนขึ้น) เพื่อใช้เป็นเครื่องตัดสินใจ

การสวนหัวใจและการฉีดสีเข้าหลอดเลือดโคโรนารีเป็นการวินิจฉัยโรควิธีหนึ่ง ซึ่งเอื้อประ โยชน์หลายอย่างต่อการดูแลรักษา การวินิจฉัยวิธีนี้อาศัยการสอดใส่ท่อสายพลาสติกขนาดเล็กที่ปราศจากเชื้อโรคเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่ขาหนีบหรือที่ข้อพับแขนย้อนเข้าไปสู่หัวใจ(เรียกว่าสวนหัวใจเพราะสวนทางเดินของเลือดกลับไปสู่หัวใจ) และไปจ่ออยู่ตรงทางออกของหลอดเลือดโคโรนารี จากนั้นฉีดสีผ่านท่อนี้ พร้อมกับถ่ายรูปของหลอดเลือดโคโรนารีและของหัวใจโดยใช้กล้องเอกซ์เรย์พิเศษ ซึ่งหัตถการ (การตรวจ) นี้จะทำในห้องปฏิบัติการเฉพาะที่เรียกว่าห้องสวนหัวใจหรือห้องแคทแลบ (Cath lab, cardiac catheterization laboratory)

การวินิจฉัยโดยวิธีสวนหัวใจนี้เอื้อประโยชน์มากกว่าโทษ (โทษ/ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ เช่น ภาวะเลือดออกจากแผลบริเวณสอดสายท่อ ผนังหลอดเลือดหัวใจเกิดแผลจากสายสวน ภาวะหัวใจเต้นเสียจังหวะ/หัวใจเต้นผิดจังหวะ/ Arrhythmia และ/หรือไตทำงานได้น้อยลงอาจจากการแพ้สาร/สีที่ฉีดเข้าหลอดเลือด) ซึ่งในปัจจุบันมีการทำหัตถการสวนหัวใจและฉีดสีอยู่เป็นประจำในประเทศไทย โดยในแต่ละปีมีจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยวิธีนี้มากกว่า 25,000 รายต่อปี ซึ่งมีผู้ป่วยน้อยกว่า 0.5% ที่อาจเกิดโทษ (น้อยกว่า 5 คนจากผู้ป่วย 1,000 คน) และการวินิจฉัยวิธีนี้ส่วนใหญ่ไม่ต้องค้างคืนอยู่โรงพยาบาล และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงเกินไปนัก

ข้อมูลที่ได้จากการสวนหัวใจและฉีดสีคือ ลักษณะการตีบตัน ตำแหน่ง จำนวนของหลอดเลือดที่มีปัญหา ลักษณะหลอดเลือด และการทำงานบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ แพทย์ต้องการเพื่อใช้ช่วยเลือกวิถีทางการรักษาว่า จะเป็นการรักษาทางยาต่อ หรือจะใช้การขยายหลอดเลือด หรือจะต้องทำผ่าตัดต่อทางเบี่ยงหลอดเลือด

การรักษาด้วยบอลลูนหรือลูกโป่งคืออย่างไร?

การซ่อมรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดโคโรนารี มีปรัชญาหรือหลักคิดคือ การทำให้รูภายในหลอดเลือดโคโรนารีมีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อเลือดสามารถไหลได้สะดวกเพิ่มขึ้นและอย่างเพียงพอแก่ความต้องการของกล้ามเนื้อหัวใจ การขยายหลอดเลือดไม่ได้ทำให้ก้อนไขมันหาย ไป แต่จะทำให้ลักษณะโครงสร้างในการตีบตันเปลี่ยนไป จึงมีรูไหลของเลือดใหญ่ขึ้น

การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดโคโรนารีเริ่มขึ้นในในปี ค.ศ. 1977 โดยเป็นการสอดใส่ลูกโป่ง/บัลลูน (Balloon) ขนาดเล็กที่ยังแฟบอยู่ (และถ้าใช้แรงดันเป่าก็จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง เท่ากับของหลอดเลือดโคโรนารี) เข้าไปในหลอดเลือดโคโรนารี ผ่านท่อสายพลาสติกที่ใช้ฉีดสี และใช้แรงดันเป่าลูกโป่งให้ขยายขึ้น ส่งผลให้มีการเบียดดันก้อนไขมันให้ชิดกับผนังหลอดเลือดมากขึ้น รูท่อหลอดเลือดจึงมีขนาดใหญ่ขึ้น และใช้การฉีดสีเป็นตัวบ่งชี้ผลการรักษา ซึ่งในสมัยแรก (ตั้งแต่ปี 1977 ถึง 1995) ที่ใช้การขยายด้วยลูกโป่งเพียงอย่างเดียวเป็นหลัก ซึ่งก็เป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่เจ็บแน่นหัวใจ และผู้ป่วยหลายรายสามารถรอดชีวิตจากภาวะหลอดเลือดโคโรนารีอุดตันฉับพลันมากขึ้น

การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดโคโรนารีได้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาที่เกิดจากการใช้ลูกโป่งเพียงอย่างเดียว อันได้แก่การฉีกขาดของหลอดเลือดโคโรนารี (ซึ่งในบางรายต้องได้รับการแก้ไขด้วยการทำผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยงฉุกเฉิน) และการกลับมาตีบใหม่ของหลอดเลือด โดยได้มีการประดิษฐ์คิดค้นวิธีการเพิ่มเติมเช่น การใช้หัวกรอกากเพชร และการใช้พลังงานแสงเลเซอร์เพื่อกัดกร่อนเอาก้อนไขมันหรือหินปูนออกบ้างเพื่อให้การขยาย ตัวของลูกโป่งง่ายขึ้น จนกระทั่งถึงปัจจุบัน สิ่งที่ทำร่วมไปกับการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งในคนไข้ส่วนใหญ่ที่ได้รับการรักษาด้วยวิถีทางนี้ จะเป็นการใส่ขดลวดค้ำยันไว้ในหลอดเลือดโคโรนารีอย่างถาวรหรือที่เรียกว่า สะเตนท์ (Stent)

การใส่ขดลวดลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องจากการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งเพียงอย่างเดียวได้มาก การรักษาด้วยวิถีทางนี้มีอัตราความสำเร็จโดยไม่เกิดผลข้างเคียงมากกว่า 95% มีอัตราความสำเร็จแต่อาจเกิดผลข้างเคียงได้ประมาณ 3.5% มีอัตราเกิดผลข้างเคียงและต้องทำผ่าตัดทางเบี่ยงฉุกเฉินประมาณ 1% และมีอัตราเสียชีวิตจากหัตถการนี้น้อยกว่า 0.5% (หรือพูดให้ฟังง่ายขึ้นคือ คนไข้ 100 คนที่ได้รับการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งและขดเลือด คาดหวังได้ว่า

การทำผ่าตัดบายพาสหัวใจคืออะไร?

การซ่อมรักษาภาวะหลอดเลือดโคโรนารีตีบอีกวิถีทางหนึ่งคือ การทำผ่าตัดต่อหลอดเลือด ทางเบี่ยง บางครั้งก็เรียกว่า การผ่าตัดบายพาส (Bypass) โดยมีหลักคิดดังนี้คือ หลอดเลือดที่เสื่อมตีบตัน แต่มีลักษณะหลอดเลือดส่วนปลายที่ดี ศัลยแพทย์สามารถเอาหลอดเลือดดำที่ขาหรือหลอดเลือดแดงที่ผนังหน้าอก (ที่ธรรมชาติมีเผื่อไว้และไม่ได้ใช้) มาทำเป็นหลอดเลือดบายพาสเส้นใหม่ข้ามส่วนที่ตีบตันไปต่อกับหลอดเลือดส่วนปลายที่ยังดีอยู่ เลือดก็สามารถไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจได้มากกว่าเดิม

การทำผ่าตัดบายพาส หรือผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง เป็นการรักษาที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน เช่นจากเดิมที่ใช้หลอดเลือดดำที่ขาเพียงอย่างเดียว ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงผนังหน้าอกแทน ส่งผลให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้ประโยชน์ทั้งในแง่ที่ทำให้อาการแน่นหน้าอกดีขึ้นมาก จนผู้ป่วยสามารถมีชีวิตได้ตามปกติ และในผู้ป่วยบางรายสามารถต่อชีวิตให้ยืนยาวเมื่อเทียบกับการรักษาด้วยยา

โดยทั่วไปการผ่าตัดบายพาสเป็นการรักษาที่ดีและปลอดภัย โดยมักมีอัตราการทำผ่าตัดที่สำเร็จและปราศจากผลข้างเคียงถึง 95% กล่าวคือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการทำผ่าตัดชนิดนี้ 100 คน

  • 95 คนจะใช้เวลาอยู่โรงพยาบาล 7 - 10 วันและสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้หลังจากพัก ฟื้นที่บ้านอีก 4 - 6 อาทิตย์
  • อีก 4 - 5 คนอาจจะมีปัญหาทางไต ทางปอด ทางสมอง หรืออื่นๆที่อาจจะต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้นและมีอัตราเสียชีวิตจากการผ่าตัดเพียงน้อยกว่า 1%

เลือกวิธีรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างไร?

การตัดสินเลือกวิธีการซ่อมหรือการรักษาภาวะหลอดเลือดโคโรนารีตีบนั้นแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย และในบางรายมีความซับซ้อนมากในการตัดสินใจ แต่โดยทั่วไปมักอยู่บนพื้น ฐานของอายุ ลักษณะอาการเจ็บป่วยของหัวใจและของหลอดเลือดโคโรนารี ภาวะความผิดปกติของอวัยวะอื่นๆ ภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเชื่อทางศาสนา และของแต่ละบุคคล แต่ในหลักทางวิชาคือ ถ้ามีความเสื่อมตีบตันในหลอดเลือดเป็นเฉพาะส่วนและเป็นที่หลอดเลือดเส้นเดียวซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ (มากกว่า 3 มิลลิเมตร) ก็มักใช้รักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเป็นหลักและมักมีการใส่ขดลวดค้ำยันหรือสะเตนท์ร่วมด้วยเสมอ แต่ถ้ามีความเสื่อมตีบตันหลายเส้นและเป็นการตีบเป็นทางยาว (ไม่ได้เป็นเฉพาะส่วน) ก็มักจะแนะนำให้รักษาด้วยการทำผ่าตัด

อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยบางรายซึ่งสามารถรักษาได้ทั้งสองวิธีกล่าวคือ ถ้ามีการเสื่อมตีบตันเป็นที่หลอดเลือดสองเส้นและเป็นเฉพาะที่ก็สามารถเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งได้ ซึ่งก็จะมีข้อดีข้อ เสียต่างกัน การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจจะใช้เวลาไม่นานนัก ไม่ต้องเจ็บตัวจากการมีแผลมากนัก อยู่โรงพยาบาลสั้นกว่า และอาจจะมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาด้วยการทำผ่าตัดบายพาส แต่ก็อาจจะมีปัญหาเกิดการตีบซ้ำใหม่หลังการขยายด้วยลูกโป่งในระยะแรกๆ(ภายใน 1 - 2 ปีแรก) หลังจากที่รักษาไปแล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับการทำผ่าตัดบายพาส การทำผ่าตัดจะเกิดโอกาสหลอดเลือดที่ต่อใหม่นั้นเสื่อมตามธรรมชาติในระยะแรกๆนั้นน้อยกว่า

นอกเหนือไปจากลักษณะหลอดเลือดที่เห็นจากการฉีดสียังมีปัจจัยอื่นๆอีกเช่น อายุและโรคแทรกอย่างอื่น ถ้าเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีหลอดเลือดหลายเส้นตีบ แต่มีภาวะแทรกซ้อนของอวัยวะอื่นร่วมไปด้วย (ไม่ได้เป็นโรคหัวใจเพียงโรคเดียว) ก็อาจจะให้การรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดเส้นสำคัญที่เป็นปัญหามากเพียงเส้นเดียว และให้การรักษาทางยาร่วมด้วยต่อไป เพื่อเลี่ยงผลข้างเคียงของการทำผ่าตัดซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรงกว่าในผู้ป่วยสูงอายุ พูดในภาษาชาวบ้านก็คือ หัวใจที่ชำรุดก็เหมือนรถที่เก่าแล้ว ต้องเอาเข้าอู่ บางครั้งสามารถซ่อมนิดซ่อมหน่อยไม่ยุ่งยากนัก ให้วิ่งไปสบายๆ ถึงแม้ไม่สามารถวิ่งได้เร็วนักก็ยังดีกว่า แต่ในบางครั้งโดยเฉพาะในรถที่ยังไม่เก่ามากนักก็จะให้ยกเครื่องซ่อมใหญ่ (ทำผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง) ไปเลยจะดีกว่า

การตัดสินใจเลือกวิธีการซ่อมรักษานั้นจะเป็นการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์ ผู้ป่วย และญาติ ซึ่งแพทย์จะอธิบายถึงความหนักหนาของโรค พยาธิสภาพของหลอดเลือดโคโรนารีที่เห็นจากการฉีดสี โรคอื่นๆที่ผู้ป่วยมีร่วมด้วย ผลดีผลเสียของการรักษาแต่ละวิธี และอาจต้องขอความเห็นศัลยแพทย์หัวใจร่วมไปด้วยว่า สามารถผ่าตัดบายพาสในผู้ป่วยรายนี้ได้หรือไม่ และมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดเป็นอย่างไร มากหรือน้อย

ทั้งนี้และทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมรักษาวิถีทางไหน แพทย์ผู้ให้คำแนะนำมักระลึกเสมอ ว่าพยาธิสภาพและความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แพทย์มีโอกาสและความ สามารถที่จะทำให้พยาธิสภาพและความเจ็บป่วยดีขึ้น โอกาสนั้นถึงแม้จะสูงเพียงไรในตัวเลขก็ไม่ได้เป็น 100% ในผู้ป่วยบางรายแพทย์ผู้รักษามีความตั้งใจดีที่จะทำให้สถานการณ์ดีและประ เมินว่าผลการรักษาจะออกมาดี แต่ผลข้างเคียงจากการวินิจฉัยหรือจากการรักษาก็อาจเกิดขึ้นได้โดยไม่มีใครอยากทำให้เกิด

สรุปเรื่องหลอดเลือดหัวใจตีบ

ผนังหลอดเลือดโคโรนารีบ่อยครั้งมีการสะสมของไขมันในส่วนต้นของหลอดเลือด และก่อเป็นก้อนยื่นเข้ามาในรูท่อหลอดเลือด ขวางการไหลของเลือด และเมื่อก้อนไขมันแตกเป็นแผลก็ทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน การขาดเลือดไปเลี้ยงของกล้ามเนื้อหัวใจจากหลอดเลือดโคโรนารีตีบตันทำให้เกิดทุพพลภาพและเสียชีวิต

การซ่อมรักษาหลอดเลือดโคโรนารีทำได้ด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งและการผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยง ซึ่งจะซ่อมรักษาก็ต่อเมื่อมีคุณภาพของชีวิตที่แย่ลงเพราะเจ็บแน่นหน้าอก เหนื่อยบ่อยๆ หรือตัวหลอดเลือดมีการตีบตันสูง หลายตำแหน่ง และ/หรือหลายๆหลอดเลือดโคโรนารี

การเลือกวิธีซ่อมรักษาหลอดเลือดโคโรนารีนั้นต้องอาศัยลักษณะของหลอดเลือดที่เห็นจากการฉีดสีเป็นหลัก รวมไปถึงสุขภาพร่างกายจากโรคร่วมต่างๆของผู้ป่วย ซึ่งเมื่อผู้ป่วยได้รับการซ่อมรักษาหลอดเลือดแล้วก็ยังจำเป็นต้องปฏิบัติตนให้เหมาะสมตามแพทย์และพยาบาลแนะนำร่วมไปด้วยเพื่อลดโอกาสโรคกลับเป็นซ้ำอีก

ตัวอย่างผู้ป่วยที่ 1

นายใจดี (นามสมมุติ) อายุ 54 ปี เป็นชาวสวนจากภาคใต้ สูบบุหรี่และใบจากเป็นนิสัย มีประวัติว่าบิดาเป็นโรคหัวใจเสียชีวิต ในสมัยก่อนโน้นไปพบแพทย์ที่จังหวัดชุมพรด้วยอาการแน่น หน้าอกเมื่อต้องออกแรงทำสวน อาการมักจะดีขึ้นเมื่อพัก และมักจะเป็นใหม่เมื่อออกแรงมาก แพทย์ที่ชุมพรให้ยาไปทานก็มีอาการดีขึ้นสักระยะหนึ่งโดยสามารถกลับไปทำงานได้ดีแต่ไม่เท่าเดิม ในระยะปีที่ผ่านมาอาการมักเป็นบ่อยขึ้น ต้องใช้ยาอมใต้ลิ้นบ่อยครั้ง และบางครั้งต้องใช้ต่อกันถึง 2 เม็ด บางครั้งอาการแน่นหน้าอกก็เป็นตอนกลางคืนต้องตื่นขึ้นมาอมยา แพทย์ที่ชุมพรจึงส่งผู้ป่วยต่อมายังกรุงเทพเพื่อรักษาต่อเพิ่มเติม

แพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจได้ทำการสวนหัวใจและฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้เวลาในการตรวจ 1 ชั่วโมงโดยไม่เกิดผลข้างเคียง และพบว่าหลอดเลือดสำคัญส่วนต้นขั้วข้างซ้ายตีบมากแต่หลอดเลือดส่วนปลายยังดีอยู่ การบีบตัวของหัวใจยังเป็นปกติ แพทย์ผู้ทำการสวนหัวใจได้แสดงภาพของหลอดเลือดหัวใจให้นายใจดีและญาติดู พร้อมกับอธิบายความเป็น ไปของโรคถ้าไม่ให้การรักษาที่นอกเหนือไปจากยาที่ใช้อยู่แล้ว ผู้ป่วย 50% มักจะเสียชีวิตภาย ใน 6 - 12 เดือนข้างหน้า ยังได้บอกว่าการรักษาทางการผ่าตัดต่อหลอดเลือดทางเบี่ยงเป็นการรักษาที่นายใจดีควรจะได้รับ โดยมีโอกาสรักษาสำเร็จ 95% หมายถึงผู้ป่วย 100 คนแบบนี้เป็นที่คาดหวังได้ว่า 95 คนมักจะออกมาดี อยู่โรงพยาบาลเป็นระยะเวลา 7 - 10 วัน และพักฟื้นที่บ้านอีก 4 - 6 อาทิตย์ และสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้ โดยมีอัตราอยู่รอดถึง 10 ปีมาก กว่า 80%

นายใจดีและญาติเห็นตามที่แพทย์แนะนำและได้รับการผ่าตัดต่อทางเบี่ยงของหลอดเลือด หัวใจ ปัจจุบันเป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่นายใจดีได้รับการผ่าตัด และสามารถกลับไปทำงานในสวน ออกแรงได้ตามปกติโดยไม่เคยได้ใช้ยาอมใต้ลิ้นอีกเลย อย่างไรก็ตามนายใจดีได้หยุดสูบบุหรี่อย่างถาวร เลือกอาหารที่เหมาะสม (ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ) ตามแพทย์และพยา บาลแนะนำ และมาพบแพทย์เพื่อรับยาอยู่เป็นประจำ

ตัวอย่างผู้ป่วยที่ 2

นางหทัยรัตน์ (นามสมมุติ) เป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 75 ปี มีประวัติความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูง แต่ไม่ได้รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง นางหทัยรัตน์อาศัยอยู่กับลูกสาวในกรุงเทพฯและไม่ได้ทำงาน แต่มีกิจกรรมตามธรรมดาของผู้สูงอายุโดยยังใส่บาตร เข้าวัดทำบุญ ไปตลาดอยู่เป็นประจำ

นางหทัยรัตน์เริ่มมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกในราว 2 - 3 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเวลาต้องยกสำรับกับข้าวที่หนัก อาการเจ็บหน้าอกมักจะมาเสมอถ้าต้องทำอะไรรีบๆหรือเร็วๆ บางครั้งก็เป็นตอนขึ้นบันได

นางหทัยรัตน์ได้ไปพบแพทย์ และแพทย์ได้ทำการตรวจด้วยการเดินสายพาน พบว่าหัว ใจของนางหทัยรัตน์ขาดเลือดในระดับปานกลางเพราะหลอดเลือดโคโรนารีเสื่อมและตีบ ให้เริ่มรักษาด้วยการใช้ยา แต่นางหทัยรัตน์ก็ยังมีอาการแน่นหน้าอกอยู่บ่อยครั้ง แพทย์จึงแนะนำให้ได้รับการวินิจฉัยเพิ่มเพื่อดูลักษณะของหลอดเลือดโคโรนารีด้วยการฉีดสี ซึ่งนางหทัยรัตน์และญาติเห็นด้วยกับแพทย์

ผลการฉีดสีพบว่า นางหทัยรัตน์มีหลอดเลือดโคโรนารีที่เสื่อมและตีบจริง ส่วนที่ตีบมากเป็นที่หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนหน้าของหัวใจ และหลอดเลือดอีกสองเส้นตีบบ้างพอสมควร แต่คิดว่าการตีบของหลอดเลือดส่วนหน้าเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอาการมาก แพทย์ได้ลงความเห็นว่าลักษณะของพยาธิสภาพดังกล่าวสามารถรักษาได้ทั้งการทำผ่าตัดทางเบี่ยงหลอดเลือดหรือ จะเป็นการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งก็ได้ หลังจากที่ได้คุยกับนางหทัยรัตน์และญาติเกี่ยวกับทางเลือก และผลดีผลเสียของแต่ละทางเลือกของการรักษา ทั้งแพทย์และผู้ป่วยก็ตกลงเลือกการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจโคโรนารีด้วยลูกโป่ง ซึ่งได้ทำการขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งพร้อมสอดใส่ขดลวดไว้ในหลอดเลือดโดยใช้เวลาทำการรักษาประมาณ 45 นาทีต่อจากที่ได้ฉีดสีไว้ นางหทัยรัตน์มีอาการแน่นหน้าอกเล็กน้อยขณะได้รับการขยายหลอดเลือด แต่อาการหายไปในเวลาต่อม

หลังจากขยายหลอดเลือดหัวใจแล้ว นางหทัยรัตน์ได้รับการดูแลต่อในหอผู้ป่วย และได้มีการเอาท่อตรวจที่ขาหนีบออกในเวลาต่อมา ผู้ป่วยสามารถทานอาหารได้ทันทีหลังการทำหัตถ การ และสามารถลุกเดินเข้าห้องน้ำได้ใน 8 ชั่วโมงหลังจากที่เอาท่อที่ขาหนีบออก นางหทัยรัตน์สามารถกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น และกลับไปใช้ชีวิตตามแบบผู้ป่วยสูงอายุที่ยังมีคุณภาพที่ดีได้ตามปกติ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกและไม่ต้องใช้ยาอม

อย่างไรก็ตาม นางหทัยรัตน์ยังต้องปฏิบัติตัวดีในเรื่องของอาหาร ออกกำลังกายตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์แนะนำ และพบแพทย์อยู่เป็นประจำ ถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมากกว่า 2 ปีหลังรับการรักษาด้วยการสวนหัวใจ ฉีดสี และขยายหลอดเลือดด้วยลูกโป่งและขดลวดแล้วก็ตา

Updated 2015, March 28

เว็บบอร์ด
User โรคมือเท้าปาก จากโรงเรียนหนูน้อย อาการเจ็บซี่โครง อาจเกิดจากการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ และ/หรือของกระดูกซี่โครง ดังนั้นจึงขึ้นกับว่าคุณไปทำอะไรมา เช่น การออกแรงใช้กล้ามเนื้อ/กระดูก.... โดย Tippatai » 02/05/2012

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom