Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ช่องคลอด  สูตินรีเวช 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

การคุมกำเนิดด้วยสารฆ่าอสุจิคืออะไร?

การคุมกำเนิดด้วยสารฆ่าอสุจิ หรือที่เรียกทั่วๆไปว่า ยาฆ่าอสุจิ (Spermicide) เป็นวิธีคุม กำเนิดแบบชั่วคราววิธีหนึ่ง โดยการใส่ยา/สาร หรือสอดยา/สารนี้ เข้าไปในช่องคลอด ก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์เพื่อที่จะไปทำลาย/ฆ่าตัวเชื้ออสุจิ หลังมีเพศสัมพันธ์จากที่มีการหลั่งน้ำอสุจิเข้าไปในช่องคลอด เพื่อฆ่าอสุจิให้ตายอยู่ในช่องคลอด ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่มดลูกได้ จึงไม่มีการผสมกับไข่ (ไม่เกิดการตั้งครรภ์)

สารฆ่าอสุจิมีกี่ชนิด?

การคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิ

สารที่นิยมใช้ทำเป็นยาฆ่าอสุจิมากที่สุด คือ Nonoxynol-9 (สารประกอบอินทรีย์/Organic compound ที่มีคุณสมบัติฆ่าอสุจิได้) ซึ่งผลิตอยู่ในหลายรูปแบบ เช่น แบบเม็ดฟองฟู่ แบบเจล แบบครีม แบบโฟม (โดยการฉีดจากกระป๋อง) แบบแผ่นฟิล์มบางๆ หรือทำในรูปยาเหน็บ ซึ่งเมื่อใส่หรือสอดยาเข้าไปในช่องคลอดสตรีแล้ว ยาจะไปเคลือบบริเวณปากมดลูก คอยทำลายเชื้ออสุจิ เพื่อป้องกันไม่ให้อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้

รูปแบบอื่นของยา/สารฆ่าอสุจิ คือการเคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในถุงยางอนามัยฝ่ายชาย หรือ เคลือบยาฆ่าเชื้ออสุจิในฟองน้ำคุมกำเนิดในสตรี (Contraceptive sponge เป็นสารสัง เคราะห์ ทำเป็นก้อนกลมที่มีลักษณะเป็นรูพรุนเล็กๆจำนวนมากคล้ายฟองน้ำ และเคลือบด้วยสารฆ่าอสุจิ ทำหน้าที่คุมกำเนิดเมื่อใส่เข้าไปในช่องคลอดโดยให้ไปคลุมอยู่ที่ปากมดลูก) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดให้ดีขึ้น

ใช้สารฆ่าอสุจิได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

การใช้ยา/สารฆ่าอสุจิ จะต้องใส่ยาเข้าไปในช่องคลอดก่อนมีเพศสัมพันธ์ รูปแบบของยาฆ่าอสุจิมีหลายอย่างตามที่กล่าวมาแล้ว ผู้ใช้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆที่เขียนแนะนำไว้ในฉลากแนะนำวิธีใช้อย่างเคร่งครัด เพราะยาในแต่ละรูปแบบจะมีวิธีใช้ หรือระยะเวลาที่ต้องใช้ยาแตกต่างกันไป เช่น

  • กรณียาฆ่าเชื้ออสุจิเป็นชนิดเม็ดที่ใช้สอดช่องคลอด วิธีการใช้จะเหมือนการใช้ยาสอดช่องคลอดทั่วๆไป โดยใช้วิธีนั่งยองๆ หรือนอนชันเข่าแล้วใช้นิ้วจับยาสอดเข้าไปในช่องคลอด ใช้นิ้วดันยาให้เข้าไปในช่องคลอดให้ลึกที่สุด
  • หรือหากยาทำในรูปแบบครีมหรือแบบเจล จะมีแท่งพลาสติกที่ใช้บรรจุยาแล้วสอดแท่งพลาส ติกนั้นเข้าไปในช่องคลอด แล้วจึงดันยาออกจากหลอดให้มาอยู่ในช่องคลอด

หลังใส่ยาไปแล้ว ควรรอประมาณ 10 นาที ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และยาส่วนมากมักจะมีฤทธิ์ทำลายอสุจิไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังจากใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด ดังนั้นหากต้องการมีเพศสัม พันธ์ครั้งต่อๆไป ก็ต้องใส่ยาใหม่อีกในแต่ละครั้งของเพศสัมพันธ์ และไม่ให้สวนล้างช่องคลอดหลังมีเพศสัมพันธ์ เพราะจะไปละลายตัวยาฆ่าอสุจิออกมา ควรปล่อยให้ยาอยู่ในช่องคลอดอย่างน้อยประมาณ 6-8 ชั่วโมง นอกจากนั้น ภายหลังใส่ยาแล้ว ไม่ควรลุก ยืน เดิน หรือไปนั่งถ่ายปัสสาวะ จนกว่าจะมีการอยู่ร่วมกัน (มีเพศสัมพันธ์) เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้เพื่อป้องกันยาไหลออกมา ดังนั้น ก่อนใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด ควรถ่ายปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเสมอ

กลไกการออกฤทธิ์ของสารฆ่าอสุจิเป็นอย่างไร?

สารฆ่าอสุจิจะไปทำให้เชื้ออสุจิไม่เคลื่อนไหว ทำลาย/ฆ่าตัวอสุจิ ทำให้เชื้ออสุจิไม่สา มารถผ่านปากมดลูก โพรงมดลูกไปผสมกับไข่ของฝ่ายหญิงได้

องค์การอนามัยโลกไม่แนะนำให้ใช่สารฆ่าเชื้ออสุจิแบบเดี่ยวๆ คือ วิธีการเดียวในการคุม กำเนิด (อ่านเพิ่มเติมวิธีการต่างๆในการคุมกำเนิดได้ในบทความเรื่อง การคุมกำเนิด และเรื่องการวางแผนครอบครัว) เพราะประสิทธิภาพวิธีการนี้ไม่ค่อยดี ควรใช้ร่วมกับวิธีการอื่นๆ เช่น ถุง ยางอนามัยสตรี (Female condom) ถุงยางอนามัยชาย (Condom) หมวกคุมปากมดลูก (Cervical cap) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดให้ดีขึ้น

ข้อดีของการคุมกำเนิดด้วยสารฆ่าอสุจิมีอะไรบ้าง?

ข้อดีของการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ คือ

ข้อด้อยของการคุมกำเนิดด้วยสารฆ่าอสุจิคืออะไร?

ข้อด้อยของการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ คือ ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดไม่ดี นอกจากนั้น คือ

  • ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้
  • ต้องเสียเวลาในการใส่ยาเข้าไปในช่องคลอด และต้องรอเวลาให้ยาออกฤทธิ์ อาจขัดจัง หวะการมีเพศสัมพันธ์ได้
  • ต้องใช้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์
  • ยาที่ใส่อาจทำให้รู้สึกเหนียว เหนอะหนะ ทำให้เกิดความรำคาญได้
  • ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ที่เกี่ยวการใช้ยาฆ่าเชื้ออสุจิ เช่น หลอดฉีดของเหลวเข้าไปในช่องคลอด หลอดฉีดโฟม เป็นต้น

อาการข้างเคียงของสารฆ่าอสุจิมีอะไรบ้าง?

อาการข้างเคียงหรือผลข้างเคียง (ผลแทรกซ้อน) ของการคุมกำเนิดวิธีนี้ คือ

  • อาจทำให้เกิดการแพ้ยา/สาร จึงก่อระคายเคือง บวมแดง ต่อช่องคลอดสตรี หรือ ต่ออวัยวะเพศของฝ่ายชายได้
  • ทำให้เกิดการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้ง่ายขึ้นหากมีแผลถลอกที่เกิดจากการระคายเคือง
  • ทำให้เกิดการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะง่ายขึ้น
  • ทำให้เกิดการติดเชื้อยีสต์ (เชื้อรา)ในช่องคลอดง่ายขึ้น (อ่านเพิ่มเติมในบทความเรื่อง เชื้อราในช่องคลอด)
  • มีโอกาสเกิดช่องคลอดอักเสบจากติดเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่น ที่เรียกว่า โรค Bacterial Vaginosis มากขึ้น

ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดของสารฆ่าอสุจิเป็นอย่างไร?

อัตราการล้มเหลวจากการใช้ยา/สารฆ่าอสุจิ คือ มีการตั้งครรภ์ได้สูงแม้มีการคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ในทางทฤษฎีประมาณ 20 % แต่จริงๆแล้วในการใช้จริงๆ มีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากถึงประมาณ 30 % (สูงที่สุดของการคุมกำเนิดด้วยวิธีทางการแพทย์ แต่ใกล้เคียงกับการคุมกำเนิดด้วยวิธีธรรมชาติที่โอกาสตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยประมาณ 25%) จะเห็นได้ว่าประสิทธิภาพในการคุม กำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิไม่ดี อัตราการตั้งครรภ์สูง สาเหตุน่าจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น วิธีใช้ยาไม่ถูกต้อง สอดยาตื้นเกินไป หรือมีการร่วมเพศก่อนที่ยาที่ใส่เข้าไปจะออกฤทธิ์ได้เต็มที่ จึงมีคำแนะว่า น่าจะใช้ร่วมกับถุงยางอนามัยหมวกครอบปากมดลูก (Cervical cap) หรือแผ่นกั้นปากมดลูก (Diaphragm) หรือวิธีการคุมกำเนิดแบบอื่น จะทำให้เพิ่มประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดมากขึ้น

ใครที่เหมาะจะคุมกำเนิดด้วยยาฆ่าอสุจิ?

ผู้ที่เหมาะจะคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ คือ

ใครที่ไม่ควรคุมกำเนิดด้วยสารฆ่าอสุจิ?

ผู้ที่ไม่ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีนี้ คือ

บรรณานุกรม

  1. http://americanpregnancy.org/preventingpregnancy/spermicide/ [2013,July8].
  2. http://www.netdoctor.co.uk/sex_relationships/facts/contraceptivechemical.htm [2013,July8].
  3. http://www.who.int/mediacentre/news/notes/release55/en/ [2013,July8].


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom