Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

อาการที่เกี่ยวข้อง :

บทนำ

ตา หรือ ดวงตา (Eye) เป็นอวัยวะมีหน้าที่รับรู้การมองเห็น เป็นอวัยวะคู่ ซ้ายขวา อยู่บนใบหน้า ส่วนที่มีหน้าที่ในการรับรู้การมองเห็นของตา เรียกว่า ลูกตา (Eye ball) จะอยู่ในกระดูกกะโหลกส่วนที่เรียกว่า เบ้าตา (Orbit)

ลูกตา ได้รับการปกป้องจาก เบ้าตา และจากหนังตา และมีน้ำตาซึ่งสร้างจากต่อมน้ำตา เป็นตัวช่วยให้ความชุ่มชื้นกับเนื้อเยื่อที่ปกคลุมส่วนนอกของลูกตา

บทความนี้ จะกล่าวถึง กายวิภาคและสรีรวิทยาของตา ในเรื่องของ หนังตา ระบบน้ำตา เยื่อตา/เยื่อบุตา และลูกตา

โดยเนื้อเยื่อของลูกตา คือ กระจกตา เปลือกลูกตา แก้วตา ผนังลูกตาชั้นกลาง จอตา และวุ้นตา

กายวิภาคและสรีรวิทยาของหนังตา

กายวิภาคและสรีรวิทยาของตา

หนังตา

หนังตา (Eye lid) มีทั้งหนังตาบน และหนังตาล่าง ในคนทั่วไป เมื่อลืมตาจะมีความกว้างหรือช่องระหว่างหนังตาบนและล่าง (Palpebral fissue) โดยส่วนกว้างสุดประมาณ 8-11 มิลลิ เมตร (มม.) หนังตาบนจะขยับเคลื่อนได้มากกว่าหนังตาล่าง โดยหนังตาบนขยับได้ถึงประมาณ 15 มม.จากการใช้กล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator muscle) หากใช้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผากช่วยด้วยอีก หนังตาบนจะขยับได้เพิ่มอีกประมาณ 2 มม. เป็นประมาณ 17 มม.

หนังตาอาจแบ่งเป็นชั้นต่างๆ นับจากผิวหนังด้านนอกสุดไปจนถึงชั้นเยื่อเมือก/ชั้นเยื่อตา (Conjunctiva) ด้านในสุดได้ดังนี้

  1. ชั้นผิวหนัง
  2. ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue)
  3. ชั้นกล้ามเนื้อ (Orbicularis)
  4. ชั้นพังผืดกั้นเบ้าตา (Orbital septum)
  5. ชั้นแผ่นหนังตา (Tarsus)
  6. ชั้นเยื่อบุตา/ชั้นเยื่อตา (Conjuctiva) ซึ่งอยู่ในสุด เป็นชั้นที่สัมผัสกับลูกตา
  1. ชั้นผิวหนัง เป็นชั้นอยู่นอกสุด จะเป็นผิวหนังที่บางมาก ที่บริเวณริมขอบของหนังตา จะมีขนตา (Eyelash) เรียงตัว 2-3 แถว โดยหนังตาบนจะมีขนตาประมาณ 100 เส้น ขณะที่ขนตาล่างมีประมาณ 50 เส้น ขนตาจะร่วงและงอกใหม่ทุกๆ 3-5 เดือน ถ้าตัด ขนตาจะงอกใหม่ในประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าถอน ขนตาจะขึ้นใหม่ในประมาณ 2 เดือน บริเวณรากขนตาเป็นกระ เปาะ (Lash follicle) ซึ่งเป็นบริเวณที่หากมีการอักเสบติดเชื้อ จะเรียกว่า โรค/ภาวะตากุ้งยิง ชนิดเกิดภายนอก (External hordeolum)
  2. ชั้นเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Subcutaneous tissue) เป็นเนื้อเยื่อบริเวณขอบหนังตาใกล้ขนตา เป็นเนื้อเยื่อบางๆ ไม่มีไขมัน
  3. ชั้นกล้ามเนื้อ (Orbicularis) เป็นกล้ามเนื้อซึ่งใยกล้ามเนื้อเรียงเป็นรูปกระสวยจากหัวตาไปหางตา เวลาหดตัว จะทำให้หลับตา และจะหดตัวอย่างแรงเมื่อเราบีบตาแน่น

    บริเวณขอบขนตาชั้นนี้ สิ้นสุดเป็นแนวที่เรียก Gray line เป็นรอยต่อระหว่างผิวหนังกับเยื่อบุตา/เยื่อตา เรียกว่า Mucocutaneous junction เป็นรอยต่อที่จักษุแพทย์มักใช้เป็นหลักเพื่อแยกระหว่างชั้นผิวหนังกับชั้นเยื่อบุตา

  4. ชั้นพังผืดกั้นเบ้าตา (Orbital septum) ทำหน้าที่กั้นไม่ให้ไขมันจากเบ้าตา ปูดออกมาเมื่อมีการอักเสบของหนังตา ถ้าการอักเสบผ่านพังผืดนี้ไป การอักเสบจะลามไปยังเบ้าตา เข้าไปหลังลูกตา และเข้าสู่สมองได้

    ทั้งนี้ การอักเสบของหนังตาที่เกิดหน้าต่อพังผืดนี้ เรียกว่า Preseptal orbital cellulitis ซึ่งเป็นการอักเสบที่ไม่รุนแรง แต่ถ้าการอักเสบนี้ผ่านพังผืดนี้เข้าไปด้านหลัง เรียกว่า Orbital cellulitis จะเป็นการอักเสบที่รุนแรงเพราะจะลุกลามเข้าสมองได้

  5. ชั้นแผ่นหนังตา (Tarsus) เป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่มีลักษณะหนา มีความแข็งคล้ายกระดูกอ่อน แต่ไม่ใช่กระดูกอ่อน ทำหน้าที่เป็นโครงร่างของหนังตา ทำให้หนังตาบนยกปิดเปิดได้ โดยแผ่นหนังตา Tarsus ของหนังตาบน มีความกว้างตรงกลางมากสุด คือประมาณ 10-12 มม. สำหรับ Tarsus ของหนังตาล่างจะเล็กกว่า โดยมีขนาดกว้างประมาณ 4 มม. มีความหนา 1 มม. เท่ากับหนังตาบน

    ภายในตัว Tarsus มีต่อมที่สำคัญ คือ ต่อม Meibomian gland ซึ่งทำหน้าที่สร้างน้ำตาชนิดมีไขมัน (อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อ แผ่นน้ำตา) เพื่อหล่อลื่นผิวดวงตา ต่อมนี้จะมีรูเปิดอยู่ที่ขอบหนังตา เห็นได้ชัดเป็นรูเปิดเล็กๆ ต่อมนี้มีจำนวนประมาณ 25 ต่อมที่หนังตาบน และประ มาณ 20 ต่อมที่หนังตาล่าง หากต่อมนี้อักเสบ จะเกิดโรค/ภาวะตากุ้งยิง ชนิดภายใน (Internal hordeolum)

  6. ชั้นเยื่อบุตา/ชั้นเยื่อตา (Conjuctiva) เป็นเนื้อเยื่อบางๆมี 2 ส่วน
    • ส่วนที่บุหนังตาด้านใน/เยื่อบุตาใต้หนังตา (ด้านที่นาบกับลูกตา เรียกว่า Palpe bral conjunctiva) มีเซลล์ที่เรียกว่า Goblet cell และมีต่อมน้ำตาขนาดเล็ก ทีเรียกว่า ต่อมน้ำตาเสริม (Accessory lacrimal gland) โดยช่วยกันสร้างน้ำตา

      จุดที่หนังตาบนจะมาจดกับหนังตาล่างด้านใน จะมีรูทางเดินน้ำตาเรียกว่า Punctum

    • ส่วนที่บุลูกตา (Bulbar conjunctiva) โดยด้านหัวตา จะมีตุ่มเนื้อเยื่อเรียกว่า Ca runcle ซึ่งเป็นส่วนที่จะเจริญเป็นหนังตาที่ 3 ในสัตว์ชั้นต่ำ (มีหน้าที่ปกป้องลูกตาและสร้างสารหล่อลื่นลูกตา) กล่าวคือ คนเรามี 2 หนังตา คือ บนและล่าง แต่ในสัตว์ชั้นต่ำมีหนังตาที่ 3 ซึ่งในคนจะหมดหน้าที่ เหลือเป็นตุ่มเล็กๆนี้ ตุ่มนี้อาจมีขนตาเส้นเล็กๆบางๆอยู่ด้วยคล้ายหนังตาบนและล่าง

อนึ่ง ในภาวะปกติ เมื่อตามองตรง

ขอบหนังตา ทั้งบนและล่าง ต้องแนบชิดลูกตา ถ้าหนังตาแบะออก เรียกว่า “ภาวะขอบตาแบะ (Ectropion)” หรือถ้าขอบหนังตาม้วนเข้าใน จะ เรียกว่า “ภาวะขอบตาม้วนเข้า (Entropion)” ซึ่งภาวะนี้จะทำให้เกิดขนตาแยงตา/ขนตาเกเข้า (Trichiasis)

  • หน้าที่/สรีรีวิทยาของหนังตา

    หนังตามีหน้าที่ ดังนี้

    1. ปกป้องดวงตา โดยการปิด เปิดตา ทั้งโดยตั้งใจหรือโดยอัตโนมัติด้วยกล้ามเนื้อ Orbicularis และมีขนตาคอยป้องกันสิ่งแปลกปลอมไม่ให้ตกเข้าไปในลูกตา
    2. ปรับแสงสว่างให้เข้าตาตามความเหมาะสมกับสถานการณ์ ถ้าอยู่ที่แสงมาก กล้ามเนื้อ Orbicularis จะหดตัว หรี่ตาลง
    3. ปรับสมดุลของน้ำตาด้วยการกระพริบตากระตุ้นการหลั่งน้ำตา เพื่อให้ผิวหน้าของตาดำ/กระจกตามีน้ำตาอาบชุ่มอยู่เสมอ และการกระพริบตายังช่วยเกลี่ยน้ำตาให้ฉาบผิวตาดำให้ทั่ว ไม่ลงมากองอยู่ด้านล่างช่องตาตามแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity) ซึ่งปกติคนเราจะกระพริบตาทุกๆ 5-10 วินาที
    4. สร้างน้ำตา โดยน้ำตาจะมีลักษณะเป็นแผ่นน้ำตา (Tear film) โดยแผ่นน้ำตาจะมี 3 ชั้น
    5. ทำหน้าที่เป็นตัวสูบ (Pump) ไล่น้ำตาจากผิวตาดำลงสู่รูทางเดินน้ำตา (Punctum ) เข้าสู่ท่อน้ำตา ซึ่งจะไหลลงเข้าสู่ภายในโพรงจมูกด้านข้าง

กายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบน้ำตา

น้ำตา สร้างจากเซลล์/เนื้อเยื่อหลายชนิดขึ้นกับชนิดของน้ำ ดังกล่าวแล้ว คือ จากต่อม Meibomian gland ในหนังตา จาก Globlet cell และจากต่อมน้ำตาเสริมของเยื่อบุตา แต่น้ำตาส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยจะสร้างจาก ต่อมน้ำตาประธาน/ต่อมน้ำตาหลัก (Main lacrimal gland หรือ เรียกว่า Lacrimal gland) ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงต่อมน้ำตา จะหมายถึงต่อมนี้ ดังนั้นในที่ นี้ ระบบน้ำตา จึงจะหมายถึงต่อมน้ำตาประธาน ทางระบายน้ำตา และน้ำตา

  • ต่อมน้ำตาประธาน/ต่อมน้ำตาหลัก

    (Main lacrimal gland/Lacrimal gland)

    เป็นต่อมสร้างน้ำตาอยู่ใต้เบ้าตาบริเวณหางคิ้ว เป็นต่อมคู่ คือมีทั้งด้านซ้ายและด้านขวา มีขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร โดยต่อมนี้ส่วนใหญ่จะซ่อนอยู่ใต้กระดูก จึงมองด้านหน้าไม่เห็น คลำก็ไม่ได้นอกจากมีพยาธิสภาพขนาดใหญ่ขึ้น จึงย้อยออกมาให้เห็นหรือคลำได้บริเวณหางคิ้ว

    ต่อมน้ำตานี้ สร้างน้ำตาชั้นเป็นสารน้ำ มีลักษณะใส เป็นต่อมที่สร้างน้ำตาในภาวะปกติที่เรารู้จัก คุ้นเคย ตลอดจนเกี่ยวกับอารมณ์เสียใจ ดีใจ โดยจะสร้างออกมามากกว่าน้ำตาชนิดอื่นๆมาก และสร้างโดยอัตโนมัติในบางโอกาส เช่น เมื่อมีผงเข้าตา ตาอักเสบ ส่วนต่อมสร้างน้ำตาอื่นๆ มักจะมีขนาดเล็กกว่ามาก และอยู่กระจายไปตาเนื้อเยื่อหนังตาดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ หนังตา

  • ทางระบายน้ำตา

    เริ่มจากรูทางเดินน้ำตา Punctum ซึ่งอยู่ด้านในของขอบหนังตาบนและล่าง มีขนาดเส้น ผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3 มม. ในชั้นแรก ท่อน้ำตาเล็กๆเหล่านี้จะตั้งฉากกับขอบหนังตา โดยท่อจะยาวประมาณ 2 มม. ต่อจากนั้นท่อจะเอียงขนานกับขอบหนังตาโดยจะมีขนาดยาวประ มาณ 8 มม. เรียกว่า Canaliculi และท่อนี้ จะเชื่อมต่อกับถุงน้ำตา (Lacrimal sac) ที่อยู่บริเวณหัวตาใต้กระดูกด้านข้างจมูก จากถุงน้ำตานี้ จะมีท่อนำน้ำตาซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ลงสู่จมูก โดยเรียกว่า ท่อ Nasolacrimal duct ซึ่งยาวประมาณ 18 มม. กว้างประมาณ 5 มม. โดยเข้าสู่โพรงจมูกส่วนที่เรียกว่า Inferior meatus

    ท่อน้ำตาเล็กๆเหล่านี้ มีเส้นใยกล้ามเนื้อ Orbicularis คลุมอยู่ มีการหดตัวเวลาปิดตา และคลายตัวเวลาลืมตา ทำให้น้ำตาไหลเข้ารูทางเดินน้ำตา Punctum ไปตามระบบท่อลงสู่โพรงจมูก

    น้ำตาที่สร้างในภาวะปกติประมาณ 10-20% จะระเหยออกไปในขณะที่เราลืมตา ที่เหลืออาศัยการกระพริบตา (การหดของกล้ามเนื้อ Orbicularis) ทำให้น้ำตาไหลไปตามทางเดิน/ระ บบท่อดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ จนเราไม่รู้สึกว่ามีน้ำตาไหล

    อนึ่ง จะเห็นว่าทางเดิน/ทางระบาย/ระบบท่อน้ำตา เป็นท่อเล็กๆ บางส่วนอยู่ภายในกระดูก จึงอาจมีการติดขัด/อุดตันที่ตำแหน่งใดก็ได้ และเมื่อเกิดการติดขัด/อุดตัน จะส่งผลให้เกิดอาการน้ำตาไหล น้ำตาคลอตลอดเวลาได้ ซึ่งอาการน้ำตาไหล/น้ำตาคลอตลอดเวลา เป็นอาการที่จะนำผู้ป่วยมาพบแพทย์/จักษุแพทย์ แพทย์จะต้องหาว่า อาการนี้ เกิดจาก มีน้ำตาสร้างมากไป หรือมีทางระบายน้ำตา/ท่อระบายต่างๆติดขัด อุดตัน ซึ่งถ้าเกิดจากท่อติดขัด อุดตัน ก็จะต้องหาว่า เกิดขึ้นในบริเวณใด เพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมกับสาเหตุ

  • น้ำตา

    น้ำตา จะมีลักษณะเป็นแผ่นน้ำตา/ฟิล์มน้ำตา (Tear film) โดยฟิล์มน้ำตาที่ฉาบผิวลูกตามีอยู่ 3 ชั้น

    1. ชั้นไขมัน (Lipid layer) เป็นแผ่นน้ำตาชั้นนอกสุด ที่มีไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก โดยสร้างจากต่อม Meibomian gland ในหนังตา ดังกล่าวแล้วในหัวข้อ หนังตา ซึ่งแผ่นน้ำตาชั้นนี้ อยู่ผิวหน้าสุดของฟิล์มน้ำตา มีหน้าที่ ป้องกันการระเหยของน้ำตา เนื่องจากอยู่ผิวหน้าสุด จึงสัมผัสกับอากาศ นอกจากนั้น ยังทำหน้าที่ในการหักเหแสงช่วยการมองเห็น และมีแรงตึงผิว (Surface tension,แรงดึงดูดระหว่างของเหลว) ช่วยทำให้น้ำตาทั้งหมดฉาบทั่วผิวด้านหน้าลูกตา และยังช่วยปกป้องชั้นผิวหนังบริเวณขอบหนังตา โดยกันน้ำตาชั้นอื่นๆไม่ให้สัมผัสเปียกผิว หนังส่วนนี้โดยตรง
    2. ชั้นสารน้ำ (Aqueous layer) เป็นแผ่นน้ำตาชั้นที่ 2 สร้างจากต่อมน้ำตาเสริมและต่อมน้ำตาประธาน น้ำตาชั้นนี้มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก และยังประกอบด้วย เกลือแร่ (Electro lyte) โปรตีน ตลอดจนสารต่างๆที่ได้มาจากเยื่อบุตา หรือแม้แต่จากกระจกตา รวมไปถึงสารภูมิต้านทาน Immunoglobulin และเอนไซม์ (Enzyme) ต่างๆที่ฆ่าเชื้อโรคได้ เช่น Lysozyme

      หน้าที่ของน้ำตาชั้นนี้ คือ ให้ออกซิเจนแก่กระจกตา ปรับระดับเกลือแร่ในน้ำตาให้เหมาะสม ชะล้างสิ่งสกปรกและขี้ตา ฆ่าเชื้อโรคด้วยเอนไซม์ต่างๆที่มีอยู่ ช่วยปรับผิวตาดำให้เรียบเมื่อตาดำมีแผลขรุขระเล็กน้อย ซึ่งทำให้การมองเห็นดีขึ้น ในน้ำตาชั้นนี้ยังมีสารอื่นๆอีกที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันต้านทานโรค เช่น Cytokine, Growth factor, Interleukin และสารเคมีอื่นๆ ซึ่งมีบทบาทช่วยการทำงานของเซลล์ผิวของกระจกตา (Corneal epithelium) และเซลล์ผิวของเยื่อบุตา (Conjunctival epithelium)

    3. ชั้นเมือก (Mucous layer) ซึ่งสร้างจาก Goblet cell ของหนังตาดังได้กล่าวแล้วในหัวข้อ หนังตา เป็นแผ่นน้ำตาชั้นในสุด เป็นชั้นที่แนบติดกับเซลล์ผิวของเยื่อบุตาและของกระจกตา โดยมีส่วนประกอบเป็นสารหลายชนิด เช่น Mucin (เมือก) โปรตีน และเกลือแร่ โดยแผ่นน้ำตาชั้นนี้มีหน้าที่

    ความผิดปกติของฟิล์มน้ำตา

    ความผิดปกติของฟิล์มน้ำตา อาจเกิดได้จาก

    1. มีปริมาณ หรือ ส่วนประกอบผิดไป อาจเกิดจากขาดน้ำตาชั้นต่างๆชั้นใดชั้นหนึ่ง หรือทุกชั้น เช่น โรคต่างๆของหนังตา เยื่อบุตา หรือของต่อมน้ำตาประธาน
    2. การกระจายของน้ำตาไม่ดี ในกรณีตาไม่ค่อยกระพริบ (เช่น ทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นานเกินไป) หรือจากผิวกระจกตาไม่เรียบ ผิวกระจกตาไม่สม่ำเสมอ
    3. การแนบกันไม่ดีระหว่างหนังตากับลูกตา เช่น ภาวะหนังตาไม่ปิดจากเส้นประสาทสมองเส้นที่ 7 เป็นอัมพาต (Facial nerve palsy) หรือโรคอัมพาตเบลล์ เป็นต้น

กายวิภาคและสรีรวิทยาของเยื่อบุตา (Conjunctiva)

เยื่อบุตา/เยื่อตา (Conjunctiva) เป็นเนื้อเยื่อบางๆ แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ

  1. ส่วนที่บุอยู่ใต้หนังตา เรียกว่า เยื่อบุตาใต้หนังตา (Palpebral conjunctiva) เป็นส่วนในสุดของหนังตา ดังได้กล่าวแล้วในเรื่อง หนังตา
  2. ส่วนที่คลุมตาขาว (Sclera) โดยเยื่อบุตาส่วนนี้ จะมาสิ้นสุดที่ใกล้ๆ บริเวณตาขาวต่อตาดำ (Limbus) เรียกว่า Bulbar conjunctiva
  3. รอยเชื่อมต่อระหว่าง 1 และ 2 เรียกว่าส่วนสมทบ หรือ Fornix เป็นรอยที่เยื่อบุตาพับลงมานาบอยู่กับตาขาว

หน้าที่/สรีรวิทยาของเยื่อบุตา

  1. ตัวเยื่อบุตา ทำหน้าที่เป็นเยื่อบุผิวของเนื้อเยื่ออื่นๆที่มันบุอยู่ (เช่น หนังตา และตาขาว ) เยื่อบุตามีเซลล์ Goblet cell ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำตาชั้นเมือกปกป้องดวงตา
  2. เนื่องจากเป็นเนื้อเยื่อบุผิวที่บางจึงมีความยืดหยุ่นมาก ช่วยทำให้ลูกตาขยับไปมาได้สะดวก และทำให้ลูกตานาบอยู่กับหนังตา
  3. เพิ่มการหล่อลื่นลูกตา โดยเฉพาะเยื่อบุตาบริเวณใกล้ Limbus และทำให้เยื่อบุผิวกระจกตาเรียบ และทำงานได้ดี
  4. มีเซลล์ต่างๆที่ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันต้านทานเชื้อโรคต่อลูกตา (Mucosal immune defense system) เช่น Lymphocyte , Plasma cell และ Mast cell

อนึ่ง หากหลับตาจะเกิดช่องที่ล้อมด้วย เยื่อบุตาใต้หนังตา Fornix เยื่อบุตาบริเวณตาขาว กระจกตา โดยเป็นช่องปิด เรียกว่า Conjunctiva sac ซึ่งในคนปกติ ช่องนี้มีปริมาตรประมาณ 30 ไมโครลิตร (Microlitre) และช่องนี้มี แผ่นน้ำตา (Tear film) ฉาบอยู่คิดเป็นปริมาตรประมาณ 10 ไมโครลิตร ดังนั้น ช่องว่างที่เหลืออยู่ จึงมีขนาดปริมาตรประมาณ 20 ไมโครลิตร ดังนั้นหากจะหยอดยาเข้าตา ช่องนี้จึงสามารถจุน้ำยาได้อีกไม่เกิน 20 ไมโครลิตร ถ้าตากระ พริบด้วยแล้ว ก็จะเหลือปริมาตรยาที่หยอดได้เพียงประมาณ 10 ไมโครลิตร ทั้งนี้ยาหยอดตาทั่ว ไปปากขวดยาออกแบบให้ยา 1 หยดมีปริมาตรขนาด 25 – 50 ไมโครลิตร ดังนั้นการหยอดยา 1 หยด ก็เกินพอ ไม่จำเป็นต้องหยอดมากเกินไปให้ล้นออกมา

กายวิภาคและสรีรวิทยาของลูกตา (Eye ball)

Updated 2013, July 17


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน
Frame Bottom