Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ผลข้างเคียงจากยา 

บทนำ

ไซโตไคน์ (Cytokine) เป็นสารโปรตีน หรือสารไกลโคโปรตีน(Glycoprotein)ขนาดเล็ก ทำหน้าที่ในการสื่อสารระหว่างเซลล์เพื่อตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น สารไซโตไคน์สร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดขาวและเซลล์ต่างๆในร่างกาย ไซโตไคน์มีหลายประเภท เช่น

ไซโตไคน์มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบภูมิคุ้มกัน/ ภูมิต้านทาน/ระบบภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายมนุษย์ โดยมีส่วนช่วยในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวให้สามารถกำจัดเชื้อโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือกระตุ้นการพัฒนาสร้างสารภูมิต้านทานในร่างกาย ไซโตไคน์ออกฤทธิ์ได้โดยการจับกับตัวรับ(Receptor)ที่มีความจำเพาะสูง สามารถออกฤทธิ์ได้แม้มีการหลั่งสารไซโตไคน์จากร่างกายในปริมาณน้อยมากก็ตา

แนวทางการพัฒนายารักษาโรคมะเร็งในปัจจุบัน มุ่งเน้นในการพัฒนายาที่มีความจำเพาะสูง เพื่อลดอาการไม่พึงประสงค์(ผลข้างเคียง)จากยาในกลุ่มเดิม คือ ยาเคมีบำบัด เช่น ยาจากการใช้วิธีการภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) อาทิ การใช้ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี/สารภูมิต้านทานชนิดหนึ่ง (Monoclonal Antibodies) หรือยาที่มีความจำเพาะกับแอนติเจน(Antigen)ของมะเร็ง อย่างไรก็ดี พบว่าการใช้วิธีการภูมิคุ้มกันบำบัดโรคมะเร็งนั้น มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะเกิดภาวะที่เรียกว่า “กลุ่มอาการจากการหลั่งไซโตไคน์ (Cytokine Releasing Syndrome ย่อว่า CRS)” ซึ่งหากกลุ่มอาการนี้มีความรุนแรง อาจก่อให้เกิดอันตรายถึงเสียชีวิตแก่ผู้ป่วยได้

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์มีสาเหตุมาจากอะไร?

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ เกิดขึ้นจากการที่เซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์(Lymphocyte) เช่น บีเซลล์ (B Cells), ทีเซลล์ (T cells), และไมอีลอยด์เซลล์ (Myeloid Cells เช่น แมโครฟาจ/Macrophage), ถูกกระตุ้นจากตัวกระตุ้น จึงหลั่งสารไซโตไคน์ชนิดต่างๆที่มีคุณสมบัติเกี่ยวข้องกับการอักเสบ (Inflammatory Cytokines)เข้าสู่กระแสเลือด/ร่างกาย โดยยาที่มีส่วนในการกระตุ้นการหลั่งไซโตไคน์ เช่น ยามูโรโมแนบ-ซีดี 3 (Muromonab-CD3), ยาอะเลมทูซูแมบ (Alemtuzumab), ยาริทูซิแมบ (Rituximab) เป็นต้น

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์มีอาการอย่างไรบ้าง?

ดังที่กล่าวใน “หัวข้อ สาเหตุฯ” ว่า กลุ่มอาการจากการหลั่งไซโตไคน์ เกิดจากการหลั่งสารไซโตไคน์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย ร่างกายของผู้ป่วยจึงมีการตอบสนองเช่นเดียวกับเมื่อเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อโรค เช่น มีไข้ หนาวสั่น ไม่มีแรง/อ่อนเพลีย คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาเจียน มีผื่นขึ้นทั่วตัว ความดันโลหิตต่ำ หัวใจ/ชีพจรเต้นเร็ว หายใจเร็ว เป็นต้น

หากอาการดังกล่าวมีความรุนแรง อาจพบภาวะหัวใจล้มเหลว หายใจลำบาก/กลุ่มอาการหายใจลำบากเฉียบพลัน(Respiratory distress syndrome) ภาวะพิษในระบบประสาท (Neurologic toxicity) เกิดภาวะไตล้มเหลว และ/หรือ ตับล้มเหลว ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

กลุ่มอาการจากการหลั่งไซโตไคน์ สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะเวลาไม่นาน เป็นนาที หลังใช้ยา/บริหารยาที่เป็นสาเหตุ จนถึงอาจเกิดหลังใช้ยาฯนานหลายชั่วโมง การที่มีไข้ เกิดขึ้นหลังได้รับยารักษามะเร็งชนิดโมโนโคลนอลแอนตีบอดี ถือเป็นสัญญาณแรกของกลุ่มอาการนี้ หากภายหลังการได้รับยารักษามะเร็งชนิดโมโนโคลนอลแอนตีบอดีนี้ โดยเฉพาะยามูโรโมแนบ-ซีดี 3 (Muromonab-CD3), ยาอะเลมทูซูแมบ (Alemtuzumab), ยาริทูซิแมบ (Rituximab) แล้วมีอาการดังที่กล่าวไปแล้วใน “หัวข้อ อาการฯ” ควรรีบพบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

แพทย์วินิจฉัยกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ ได้จาก ประวัติการใช้ยาที่เป็นสาเหตุ ร่วมกับประวัติอาการผู้ป่วย

อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยที่เกิดกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ จะมีอาการคล้ายกับผู้ป่วยที่มีการอักเสบจากการติดเชื้อ เช่น อาการมีไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนแรง และแม้ผู้ป่วยมีประวัติการใช้ยาในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี แต่แพทย์ก็อาจพิจารณาเพาะเชื้อจากเลือด เพื่อให้แน่ใจว่า อาการที่เกิดขึ้น เกิดจากการติดเชื้อ หรือเกิดจากยานี้/กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์

อนึ่ง การตรวจหาระดับสารไซโตไคน์ต่างๆในกระแสเลือด ถือเป็นการตรวจยืนยันกลุ่มอาการนี้ อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์(ข้อมูลจากการศึกษาวิจัย)ว่า ระดับของไซโตไคน์ในกระแสเลือด สามารถช่วยทำนายความรุนแรงของกลุ่มอาการนี้ในผู้ป่วยได้

นอกจากนี้ การวัดความดันโลหิต และวัดปริมาณออกซิเจนในกระแสเลือด ก็มีความสำคัญในการวินิจฉัยเพื่อบอกความรุนแรงของกลุ่มอาการนี้ และเพื่อการเลือกวิธีการรักษาให้แก่ผู้ป่วยต่อไป

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์รักษาอย่างไร?

การรักษากลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ แพทย์จะรักษาตามอาการและตามความรุนแรงของอาการ(การรักษาประคับประคองตามอาการ) หากผู้ป่วยมีอาการเบื้องต้น เช่น มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน แพทย์จะทำการรักษาตามอาการอย่างใกล้ชิด เช่น อาจมีการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ, ยาลดไข้, หรือยาแก้ปวด หากอาการมีความรุนแรง เช่น ความดันโลหิตต่ำ แพทย์จะให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ถ้าค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์จะให้ออกซิเจนกับผู้ป่วย และแพทย์จะติดตามการทำงานของอวัยวะต่างๆของร่างกายอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการทำงานของหัวใจ เพื่อการรักษาประคับ ประคองตามอาการของอวัยวะต่างๆเหล่านั้น

ในผู้ป่วยที่มีความรุนแรงสูงจากภาวะนี้ แพทย์อาจมีการใช้ยาร่วมกับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ยาที่มีการนำมาใช้รักษากลุ่มอาการนี้ ได้แก่ ยาโทซิลิซูแมบ (Tocilizumab) ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ที่มีการทำงานยับยั้งสารอินเตอร์ลิวคิน 6 (Interleukin 6; IL-6) อย่างไรก็ดี มีการนำใช้รักษากลุ่มอาการนี้ในสถาบันการแพทย์หลายแห่ง และพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษากลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ชนิดรุนแรงได้

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้ยาในกลุ่มเสตียรอยด์ควบคู่ไปด้วยก็ได้ ซึ่งจากการศึกษาทางคลินิกพบว่า ยาเสตียรอยด์มีส่วนช่วยในการรักษากลุ่มอาการนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยยาเสตียรอยด์ที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาเมธิลเพรดนิโซโลน (Methylprednisolone) และ ยาเด็กซาเมธาโซน (Dexamethasone)

การพยากรณ์ของโรคเป็นอย่างไร? และมีผลข้างเคียงจากกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์อย่างไรบ้าง?

กลุ่มอาการจากการหลั่งไซโตไคน์ เป็นกลุ่มอาการที่พบได้น้อย ไม่บ่อยนัก โดยเป็นอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)จากการได้รับยารักษามะเร็งในกลุ่มโมโนโคลนอลแอนตีบอดี อาการอาจจะเกิดขึ้นตั้งแต่เป็นนาทีจนถึงเป็นชั่วโมงภายหลังได้รับยาดังกล่าวไปแล้ว ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวัง หากเกิดอาการไข้สูง หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน ภายหลังการได้รับยาในกลุ่มนี้ ควรเข้าพบแพทย์/มาโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

ความรุนแรงของอาการ/การพยากรณ์โรค ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของผู้ป่วย ที่ไม่อาจคาดเดาได้ การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด จึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

หากผู้ป่วยมีอาการที่รุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ ไต ตับ เป็นต้น จนอาจส่งผลให้เกิด ภาวะหัวใจวาย ไตวาย ตับวาย จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ป้องกันกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์อย่างไร?

กลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์เป็นกลุ่มอาการที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถคาดเดาได้ ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังอาการเป็นพิเศษภายหลังการได้รับยาต่างๆ โดยเฉพาะยารักษาโรคมะเร็ง และมิใช่เพียงแค่ครั้งแรกที่ได้รับยาฯเท่านั้น ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังอาการจากกลุ่มอาการนี้ทุกครั้งภายหลังการรับยาฯ

สรุป

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึง ยาแผนปัจจุบันทุกชนิด ยาแผนโบราญทุกชนิด อาหารเสริม และสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะ ยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิด ควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยา ก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

อนึ่ง กลุ่มอาการที่ก่ออันตราย ที่นอกเหนือจากกลุ่มอาการจากการหลั่งสารไซโตไคน์ ที่เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาต่างๆที่พบได้ ถึงแม้จะพบได้น้อย แต่เมื่อเกิดขึ้น ก็เป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ เช่น

1. Serotonin syndrome

2. กล้ามเนื้อลายสลาย

3. Malignant hyperthermia

4. Anaphylaxis

5. สะตีเวนส์จอห์นสัน (Stevens-Johnson syndrome)

บรรณานุกรม

  1. Daniel W. Lee, Rebecca Gardner, David L. Porter, et al. Current concepts in the diagnosis and management of cytokine release syndrome. Blood 2014 124:188-195.
  2. Breslin S. Cytokine-release syndrome: overview and nursing implications. Clin J Oncol Nurs. 2007 Feb;11(1 Suppl):37-42.
  3. จินตรา จิรถาวร. ไซโตไคน์. ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.cai.md.chula.ac.th/lesson/lesson5201/ [2016,Sept17]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน Sertthaphong Bobby1 eurokungza nmaliwan2537
Frame Bottom