Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

ทั้งตัว  อื่นๆ  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

อาการคล้ายโรคลูปัส 

บทนำ

โรคลูปัส (Lupus) หรือโรคเอสแอลอี (SLE; Systemic lupus erythematosus) เป็นโรคภูมิต้านทานตนเอง/โรคออโตอิมูน (Autoimmune) กล่าวคือ ระบบภูมิต้านทาน(ภูมิคุ้มกันต้านทานโรค หรือ ภูมิคุ้มกัน)ของร่างกาย มีการทำงานที่เปลี่ยนไป โดยปกติแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย แต่ในผู้ป่วยโรคลูปัส ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะเข้าทำลายเซลล์ของร่างกายเอง โดยเกิดได้กับทุกอวัยวะ จึงก่อให้เกิดการอักเสบเรื้อรังของอวัยวะต่างๆเหล่านั้น

ยาบางชนิด มีคุณสมบัติในการกระตุ้นให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายทำงานผิดปกติไป โดยมีคุณสมบัติกระตุ้นการทำงานของสารภูมิต้านทาน(Antibodies)ในร่างกาย ซึ่ง โดยทั่วไปแล้ว สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยเกือบทุกรายระหว่างการใช้ยานั้นๆ แต่มีเพียงผู้ป่วยส่วนน้อยเท่านั้นที่ยานั้นๆเหนี่ยวนำจนผู้ป่วยเกิดอาการทางคลินิกเหมือนโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอี ที่เรียกว่า “กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยยา (Drug-Induced Lupus Erythematosus ย่อว่า ดีไอแอลอี/ DILE หรือ ดีไอแอล/ DIL) หรือ กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส(Lupus like syndrome) หรือ ปฏิกิริยาคล้ายโรคลูปัส (Lupus like reaction)”

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยยาไม่ได้เป็นโรคที่พบได้บ่อยๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากรที่ได้รับยาที่เป็นสาเหตุ โดยมีการคาดการณ์กันว่า มีผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคลูปัสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยยาประมาณ 15,000 – 30,000 รายต่อปีในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งพบเกิดขึ้นได้ใกล้เคียงกันทั้งในผู้ชายและในผู้หญิง โดยจะพบมากในผู้ป่วยสูงอายุในช่วงอายุ 50-70 ปี และโอกาสเกิดจะสูงขึ้นถ้าใช้ยาที่เป็นสาเหตุในขนาดที่สูง

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสเกิดได้อย่างไร/มีสาเหตุมาจากอะไร?

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส

ปัจจุบัน ยังไม่สามารถอธิบายการเกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยยาได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี มีข้อสันนิษฐานที่อาจเป็นกลไกหรือสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการฯ เช่น

ก.สาเหตุจากยาที่เป็นสาเหตุ: โดยอาจเกิดจาก

  • กระบวนการเมทาบอลิซึม(Metabolism/สันดาป)ของร่างกายที่ผิดปกติจากยาที่เป็นสาเหตุ
  • เมตะบอไลต์(Metabolite/รูปแบบ/สารของตัวยาที่เปลี่ยนไปภายหลังกระบวนการเมทาบอลิซึม) ของกลุ่มยาที่เป็นสาเหตุ(เช่น ยาเคมีบำบัด) อาจกระตุ้นให้เกิดกลุ่มอาการฯนี้
  • ยาที่เป็นสาเหตุไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ซึ่งเป็นเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน จึงทำให้เกิดการสร้างสารภูมิคุ้มกันต่อต้านเซลล์ของร่างกาย
  • เมตะบอไลต์ของยาที่เป็นสาเหตุ ที่รบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันส่วนกลางของร่างกาย จนส่งผลให้เกิดความผิดปกติในการสร้างภูมิคุ้มกัน
  • การทำงานของต่อมไทมัส (ต่อมที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย) เกิดการเปลี่ยนแปลงในการทำงานและทำงานผิดปกติ

ข. สาเหตุจากปัจจัยด้านพันธุกรรม:

ข้อสันนิษฐานว่าปัจจัยด้านพันธุกรรมอาจเป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ ได้ เนื่องจากมีการค้นพบความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ระหว่างพันธุกรรมของระบบภูมิคุ้มกัน (Immunogenetics) และการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ ยกตัวอย่างเช่น จีโนไทป์/Genotype/ชุดของจีน/ยีน/Gene เช่น จีโนไทป์ชุด HLA-DR0301 ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการฯนี้ ในผู้ป่วยที่ใช้ยาโพรเคนาไมด์ (Procanamide) หรือจีโนป์ชุด HLA-DR4 ที่ทำให้เกิดกลุ่มอาการฯนี้ในผู้ป่วยที่ใช้ยาไฮดราลาซีน (Hydralazine) เป็นต้น

นอกจากนี้ จีโนไทป์ที่อาจมีความสัมพันธ์ต่อการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ พันธุกรรมยังมีส่วนในการกำหนดความสามารถของกระบวนการเมทาบอไลต์ยา/กระบวนการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของยาอีกด้วย ดังที่ยาบางชนิดต้องผ่านกระบวนการเมทาบอไลต์ ที่เรียกว่า อะซิทิเลชัน (Acetylation) เช่น ยาโพรเคนาไมด์และยาไฮดราลาซีน พบว่าในผู้ป่วยที่มีกระบวนการอะซิทิเลชันช้า จะมีแนวโน้มของการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ได้มากขึ้น

มีกลุ่มเสี่ยง/ปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้างในการเกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส?

ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส เกิดขึ้นในกลุ่มผู้ที่มีการใช้ยาที่มีความสามารถในการเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการฯนี้ได้ ทั้งนี้ มีความแปรผันไปตามชนิดของยา กล่าวคือ ยาบางชนิดได้มีการศึกษาแล้วว่ามีส่วนในการเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการฯนี้ ขณะที่ยาบางชนิดยังไม่ได้รับการยืนยันที่แน่ชัด

1. ยาที่ได้รับการระบุว่ามีความสัมพันธ์ในการกระตุ้นการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ แน่นอน (Definite) ได้แก่

2. ยาที่ได้รับการระบุว่าน่าจะ(Probable)มีความสัมพันธ์ในการกระตุ้นการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ ได้แก่

3. ยาที่ได้รับการระบุว่าอาจมีความสัมพันธ์(Possible)ในการกระตุ้นการเกิดกลุ่มอาการฯนี้ ได้แก่

ผู้ที่เกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสมีอาการอย่างไร?

อาการของผู้ที่เกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส จะมีอาการโดยทั่วๆไป คล้ายกับผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้ตนเอง/โรคออโตอิมมูน หรือโรคลูปัส ได้แก่ มีไข้ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มีผื่นขึ้นทั่วตัว ปวดข้อต่างๆหรือมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วย ซึ่งอาการและ และความรุนแรงของอาการผู้ป่วยจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับชนิดของยาและปริมาณยาที่ผู้ป่วยได้รับ

ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการที่มีความรุนแรง ส่งผลให้เกิดความผิดปกติ/อาการของระบบเลือด(เช่น ซีด เลือดออกง่าย) รวมถึงอวัยวะหรือระบบอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่ ไต(เช่น ไตอักเสบ) และระบบประสาทส่วนกลาง(เช่น สับสน วิงเวียน ชา ชัก)

ควรพบแพทย์เมื่อใด?

หากกำลังใช้ยาที่มีผลหรืออาจมีผลเหนี่ยวนำให้เกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น(ในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยงฯ) และพบว่ามีอาการแสดงเกิดขึ้น (ดังที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อ “ผู้ที่เกิดอาการคล้ายโรคลูปัสมีอาการอย่างไร?”) ให้รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

แพทย์วินิจฉัยกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสอย่างไร?

ปัจจุบัน ยังไม่มีแนวทางในการวินิจฉัยโรคนี้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคนี้ได้จาก

1. ประวัติการใช้ยาต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเหนี่ยวนำกลุ่มอาการฯนี้(ดังได้กล่าวในหัวข้อ สาเหตุฯ) โดยมีการใช้ยามาแล้วติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 เดือน ร่วมกับผู้ป่วยมีอาการแสดงคล้ายผู้ป่วยเป็นโรคลูปัส (ดังที่กล่าวไปแล้วในหัวข้อ “ผู้ที่เกิดกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสมีอาการอย่างไร?”)

2. แพทย์อาจตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานที่เรียกว่า แอนตีนิวเคลียร์แอนตีบอดี (Antinuclear antibodies; ANA) ซึ่งเป็นแอนตีบอดีที่พบได้ในผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการฯนี้ ร่วมกับแพทย์อาจพิจารณาตรวจเลือดหาสารภูมิต้านทานที่เรียกว่า แอนตีฮีสโตนแอนตีบอดี (Anti-histone antibodies) ด้วยก็ได้ หากผู้ป่วยมีการใช้ยาโพรเคนาไมด์ ยาไฮดราลาซีน ยาคลอร์ไรมาซีน และยาควินิดีน

3. จากการที่ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น ภายหลังหยุดยาที่เป็นสาเหตุ

อนึ่ง แพทย์จะต้องวินิจฉัยแยกโรคนี้ออกจากผู้ป่วยโรคลูปัสหรือโรคเอสแอลอีแบบไม่ทราบสาเหตุ (Idiopathic SLE)ที่ผู้ป่วยจะมีอาการแสดงเกี่ยวข้องกับระบบไต ระบบประสาทส่วนกลาง ผิวหนัง และระบบเลือด มากกว่าผู้ป่วยกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสที่เกิดจากการเหนี่ยวนำโดยยา

รักษากลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสอย่างไร?

แนวทางการรักษากลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส ในขั้นแรกของการรักษาคือ ต้องหยุดการให้ยาที่อาจเป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการฯ ส่วนการรักษาขั้นต่อไป คือ รักษาไปตามอาการ(การรักษาประคับประคองตามอาการ) เช่น ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดข้อหรือกล้ามเนื้อ อาจเริ่มต้นจากการให้ยาต้านอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่เสตียรอยด์ (Nonsteroidal antiinflammatory drugs; NSAIDs) เป็นต้น หรืออาจพิจารณาให้ยาเสตียรอยด์ในช่วงสั้นๆ นอกจากนั้น แพทย์จะไม่ให้ยาที่เป็นสาเหตุของการเกิดกลุ่มอาการฯ แก่ผู้ป่วยอีก และผู้ป่วยควรจำชื่อยาที่เป็นสาเหตุให้ได้ หรือจดบันทึกไว้ เพื่อแจ้ง แพทย์ พยาบาล เภสัชกร เมื่อมีการสั่งใช้ยาเพื่อการรักษาอาการ/โรคครั้งต่อๆไป

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสก่อผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนอะไรบ้าง?

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส โดยส่วนใหญ่ ไม่ได้ก่อให้เกิดอาการข้างเคียง(ผลข้างเคียง)ที่รุนแรง ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดข้อต่างๆ เช่น ปวดเข่า แม้หยุดยาที่เป็นสาเหตุไปแล้วนานหลายเดือน

การพยากรณ์โรคของกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสเป็นอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัส ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีแนวโน้มไปในทางทีดี ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะค่อยๆมีอาการดีขึ้นภายหลังการหยุดยาที่เป็นสาเหตุของกลุ่มอาการฯ แม้การรักษาอาการแสดงอื่นๆบางอาการ เช่น ปวดข้อ อาจใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งมีผู้ป่วยส่วนน้อยเท่านั้นที่จำเป็นต้องได้รับ ยาเสตียรอยด์ หรือเสียชีวิตจากกลุ่มอาการฯนี้

ป้องกันกลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสอย่างไร?

กลุ่มอาการคล้ายโรคลูปัสนี้ ยังไม่สามารถป้องกันได้ หากผู้ป่วยที่ใช้ยาที่มีความสามารถในการเหนี่ยวนำกลุ่มอาการฯนี้ (ดังกล่าวในหัวข้อ “สาเหตุฯ”)ควรรีบเข้าพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน หากมีอาการแสดงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้นในหัวข้อ “อาการฯ”

บรรณานุกรม

  1. Borchers AT, Keen CL, Gershwin ME. Drug-induced lupus. Ann N Y Acad Sci 2007; 1108:166.
  2. Joseph F Merola, David S Posetsly, Monica Ramirez Curtis. Druf-induced Lupus. Uptodat. 2016.
  3. Ivan D Camacho. Drug-Induced Lupus Erythematosus. Medscape. http://emedicine.medscape.com/article/1065086-overview [2016,Dec3]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน sirikul scala333
Frame Bottom