Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระดูก  เภสัชกรรม 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

กระดูกพรุน 

บทนำ

กระดูกมีความสำคัญต่อร่างกายของสิ่งมีชีวิตในฐานะเป็นแกนโครงสร้างให้กับสิ่งมีชีวิต รวมถึงช่วยในการเคลื่อนไหวสรีระของร่างกาย การออกแรง และการพยุงร่างกาย

กระดูกมีส่วนประกอบที่สำคัญคือ แคลเซียม (Calcium) อาศัยการทำงานของเซลล์ 2 ชนิดคือ

ในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน (Osteoporosis) จะพบว่ามวลกระดูกในร่างกายของผู้ป่วยมีน้อยกว่าบุคคลทั่วไปซึ่งมีสาเหตุหลากหลายประการเช่น ในหญิงวัยหมดประจำเดือนพบว่าการสูญเสียมวลกระดูกเกิดขึ้นมากกว่าการสร้างเซลล์กระดูกใหม่ซึ่งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง หรืออย่างในกรณีอื่นๆเช่น ผู้ป่วยภาวะติดแอลกอฮอล์ (Alcoholism) ผู้ป่วยที่มีระดับฮอร์โมนไทรอยด์สูง (Hyperthyroidism) หรือต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ผู้ป่วยโรคไต เป็นต้น

การเพิ่มมวลกระดูกหรือการรักษาระดับของแคลเซียมและเซลล์ในกระดูกจึงมีความสำคัญเพื่อป้องกันการแตกหักของกระดูก (กระดูกหัก) ของผู้ป่วย ดังนั้นจึงมีการใช้ยาเพื่อป้องกันหรือรักษาภาวะดังกล่าว ยากลุ่มหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายคือ ยากลุ่มบิสฟอสโฟเนต (Bisphosphonates) ซึ่งช่วยทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูกหรือเซลล์ ออสทิโอคลาส

ปัจจุบันมียากลุ่มบิสฟอสโฟเนตหลายชนิด ยาบางขนาน/บางชนิดได้รับการขึ้นทะเบียนด้วยข้อบ่งใช้อื่นๆนอกเหนือไปจากการรักษาและป้องกันภาวะกระดูกพรุนด้วยเช่น การรักษาภา วะแคลเซียมในเลือดสูง เป็นต้น

ในประเทศไทยยากลุ่มนี้จัดเป็นยาอันตรายตามกฎหมายของไทย ยกเว้นยาริซิโดรเนท (Risedronate) ชื่อยาการค้าคือ แอคโทเนล (Actonel) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยาควบคุมพิเศษคือ ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ในการจ่ายยา อย่างไรก็ดีการใช้ยานี้ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ก่อนการเริ่มการรักษาและได้รับการตรวจติดตามการรักษาจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีสรรพคุณอย่างไร?

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนต

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีสรรพคุณ/คุณสมบัติ/ข้อบ่งใช้ดังต่อไปนี้

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตออกฤทธิ์อย่างไร?

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตทำหน้าที่ในการยับยั้งการทำงานของเซลล์ออสทิโอคลาส (Osteo clast) ในกระดูกซึ่งเป็นเซลล์ที่มีหน้าที่ในการสลายเซลล์กระดูก ตัวยานี้จะออกฤทธิ์ทำให้การสลายเซลล์กระดูกลดลงทำให้สามารถคงระดับหรือเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระดูกได้มากขึ้น นอกจากนี้กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตยังมีส่วนช่วยในการควบคุมการสร้างเซลล์ออสทิโอคลาส และกระตุ้นให้เกิดการสลายของเซลล์ออสทิโอคลาสในร่างกายอีกด้วย

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีรูปแบบจัดจำหน่ายอย่างไร?

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีรูปแบบจัดจำหน่ายต่างๆได้แก่

ก. เภสัชภัณฑ์ยาเม็ดได้แก่

  • ยาอะเลนโดรเนท (Alendronate) ขนาดความแรงเม็ดละ 10 และ 70 มิลลิกรัม
  • ยาไอแบนโดรเนท (Ibandronate) ขนาดความแรงเม็ดละ 150 มิลลิกรัม
  • ยาริซีโดรเนท (Risedronate) ขนาดความแรง เม็ดละ 5, 35 และ 150 มิลลิกรัม

ข. เภสัชภัณฑ์ยาฉีดได้แก่

  • ยาพามิโดรเนท (Pamidronate) ขนาดความแรง 30 มิลลิกรัมต่อ 10 มิลลิลิตร (30mg/10mL) และขนาดความแรง 15 มิลลิกรัมต่อ 10 มิลลิลิตร (15mg/10mL)
  • ยาไอแบนโดรเนท (Ibandronate) ขนาดความแรง 3 มิลลิกรัม/3 มิลลิลิตร (3mg/3mL)
  • ยาโซเลโดรเนท (Zoledronate) ขนาดความแรง 4 มิลลิกรัมใน 5 มิลลิลิตร (4mg/5mL) และขนาดความแรง 5 มิลลิกรัมใน 100 มิลลิลิตร (5mg/100mL)

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีขนาดรับประทาน/บริหารอย่างไร?

ยาในกลุ่มบิสฟอตฟเนสต์มีขนาดบริหารและรับประทานยาเพื่อรักษาโรคกระดูกพรุนโดยทั่วไปดังต่อไปนี้

ก. ยาอะเลนโดรเนท (Alendronate):

  • ชนิดรับประทานทุกวันรับประทานวันละ 10 มิลลิกรัม
  • ชนิดรับประทานสัปดาห์ละครั้งรับประทานครั้งละ 70 มิลลิกรัม

ข. ยาไอแบนโดรเนท (Ibandronate):

  • ชนิดรับประทานเดือนละครั้งรับประทานในวันเดียวกันของทุกเดือนครั้งละ 150 มิลลิกรัม
  • ชนิดฉีดฉีดทุกๆ 3 เดือนครั้งละ 3 มิลลิกรัม

ค. ยาพามิโดรเนท (Pamidronate):

  • ยาฉีดเดือนละหนึ่งครั้งครั้งละ 90 มิลลิกรัม

ง. ยาริซีโดรเนท (Risedronate):

  • ชนิดรับประทานทุกวันรับประทานวันละ 5 มิลลิกรัม
  • ชนิดรับประทานสัปดาห์ละครั้งรับประทานครั้งละ 35 มิลลิกรัม
  • ชนิดรับประทานเดือนละครั้งรับประทานในวันเดียวกันของทุกเดือนครั้งละ 150 มิลลิกรัม

จ. ยากรดโซเลโดรนิก (Zoledronic Acid):

  • ยาฉีดปีละครั้งครั้งละ 5 มิลลิกรัม

*อนึ่ง:

  • ควรรับประทานยาบิสฟอสโฟเนตก่อนอาหารเช้าอย่างน้อย 30 นาที และในการรับประทานยากลุ่มนี้ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาและตาเอกสารกำกับยานี้อย่างเคร่งครัด อ่านเพิ่มเติมหลักในการรับประทานยานี้ในหัวข้อ “ข้อควรระวังฯ”
  • ขนาดยาที่ระบุไว้ข้างต้นเป็นขนาดยาโดยทั่วไปในที่ใช้รักษาโรคกระดูกพรุนเท่านั้น ในกรณีการรักษาในข้อบ่งใช้อื่น แพทย์อาจพิจารณาปรับขนาดยาตามความเหมาะสมต่อผู้ป่วยเป็นรายบุคคลไป

*****หมายเหตุ:

  • ขนาดยาและระยะเวลาในการใช้ยาที่ระบุในบทความนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนคำสั่งใช้ยาของแพทย์ผู้รักษาได้ การใช้ยาที่เหมาะสมควรต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเสมอ

เมื่อมีการสั่งยาควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรอย่างไร?

เมื่อมีการสั่งยาบิสฟอสโฟเนตควรแจ้งแพทย์/พยาบาลและเภสัชกรเช่น

หากลืมรับประทานยา/บริหารยาควรทำอย่างไร?

หากลืมรับประทานยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนต ถ้าเป็นชนิดที่รับประทานทุกวันให้ข้ามมื้อยานั้นไปเลย และให้ทานอีกครั้งในวันถัดไปตามปกติโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

หากเป็นการบริหารยา/ใช้ยาสัปดาห์ละครั้ง เมื่อลืมมื้อยามื้อหนึ่งไปให้ข้ามมื้อยานั้นไป และให้ทานในวันรุ่งขึ้นโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า และให้กลับมารับประทานยาในวันเดิมของสัปดาห์ตามปกติในรอบสัปดาห์ถัดไป

หากเป็นการบริหารยา/ใช้ยาเดือนละครั้ง หากระยะเวลาที่ลืมจนถึงรอบการรับประทานยาครั้งถัดไปห่างกันมากกว่า 7 วัน ให้รับประทานในเวลาเช้าของวันที่นึกขึ้นได้โดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า และรับประทานครั้งต่อไปตามปกติ หากว่าระยะเวลาน้อยกว่า 7 วันให้ข้ามมื้อยาที่ลืมนั้นไป และให้รอรับประทานยาในรอบการทานยาของเดือนถัดไปโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดยาเป็น 2 เท่า

ในกรณียาฉีด หากลืมนัดการฉีดยาให้แจ้งติดต่อโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ทำการรักษาโดยเร็ว

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีผลไม่พึงประสงค์ไหม?

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตอาจก่อให้เกิดผล/อาการไม่พึงประสงค์ (ผลข้างเคียง/อาการข้าง เคียง) บางประการเช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียหรือท้องผูก มีลม/แก๊สในกระเพาะอาหาร ปวดศีรษะ มึนงง ปวดข้อ ปวดมือ และปวดขา หากอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นหรือมีแนวโน้มว่าจะแย่ลงให้รีบพบแพทย์/ไปโรงพยาบาล

หากรับประทานยาบิสฟอสโฟเนตแล้วเกิดอาการแพ้ยาเช่น ผื่นคัน อาการบวมของริมฝีปาก เปลือกตา/หนังตา ใบหน้า หรือหายใจไม่สะดวก/หายใจลำบาก หรืออาการข้างเคียงที่มีความรุนแรง มีอาการแสบร้อนกลางอกอย่างรุนแรง มีปัญหาในการกลืน หรือมีอาการเจ็บแสบเวลากลืน อาเจียนเป็นเลือดหรือมีสีคล้ายกาแฟ อุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำเข้มและเหนียว มีไข้ ผิวหนังลอก ปวดบริเวณตา มีอาการปวดกรามหรือฟันหลุด ให้พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

ยาบิสฟอสโฟเนตที่เป็นยาชนิดฉีด ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดบวมบริเวณที่ฉีด หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีแนวโน้มว่าจะแย่ลง ให้พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลโดยทันที/ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ดีผู้ป่วยควรตระหนักว่า การที่แพทย์สั่งใช้ยานี้เนื่องจากแพทย์พิจารณาแล้วเห็นว่ายานี้จะมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยมากกว่าโทษหรือมากกว่าการได้รับผลข้างเคียงจากยา ผู้ป่วยที่ได้รับยานี้อาจพบว่าเกิดผลข้างเคียงชนิดรุนแรง ผู้ป่วยจึงควรเฝ้าระวังผลข้างเคียงดังกล่าวที่อาจเกิดขึ้นและควรต้องรีบพบแพทย์ /ไปโรงพยาบาลทันทีหากเกิดอาการรุนแรงดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีปฏิกิริยากับยาตัวอื่นไหม?

ยาในกลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีปฏิกิริยาระหว่างยากับยาอื่นบางชนิด ซึ่งอาจทำให้ระดับยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนตในกระแสเลือดสูงขึ้น แพทย์อาจต้องเฝ้าระวังผลข้างเคียงหรือปรับขนาดยาที่ใช้ร่วมกับยากลุ่มบิสฟอสโฟเนตเช่น

นอกจากนี้พบว่ายาหรือสารเคมีบางชนิดเช่น ยาลดกรดแอนตาซิด (Antacil), ยาลดกรดชนิดยับยั้งโปรตอนปัม (PPI; Proton Pump Inibitors) เช่น ยาโอเมพราโซล (Omeprazole), แคลเซียม, ธาตุเหล็ก, ธาตุแมกนิเซียม, วิตามิน จะลดการดูดซึมยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนตชนิดรับประทาน จึงควรต้องแจ้งแพทย์พยาบาลและเภสัชกรหากต้องใช้ยาเคมีบำบัดหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสารดังกล่าวอยู่ก่อนการใช้ยานี้

มีข้อควรระวังในการใช้กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตอย่างไร?

มีข้อควรระวังในการใช้กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตเช่น

  • ไม่ควรใช้ยาในกลุ่มนี้กับผู้ป่วยที่แพ้ยานี้หรือแพ้สารเคมีที่เกี่ยวข้องกับยาในกลุ่มนี้
  • ควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังในสตรีตั้งครรภ์ สตรีวางแผนที่จะตั้งครรภ์ หรือกำ ลังให้นมบุตร
  • ในกรณียานี้ชนิดรับประทาน ผู้ป่วยควรทานยานี้
    • ขณะที่ท้องว่างในช่วงเช้าโดยควรทานยานี้ก่อนทานอาหารมื้อเช้า
    • ทานยานี้ร่วมกับดื่มน้ำเปล่าตาม 1 - 2 แก้วไม่ทานยากับเครื่องดื่มอื่นๆที่มิใช่น้ำเปล่าเช่น ชา กาแฟ นม น้ำแร่ น้ำผลไม้
    • ไม่แบ่งหรือหักเม็ดยา ไม่อมเม็ดยา และไม่เคี้ยวเม็ดยาในช่องปาก
    • หลังรับประทานยานี้ไปแล้ว ผู้ป่วยไม่ควรรับประทานอาหารหรือดื่มเครื่องดื่มอื่นที่มิใช่น้ำเปล่า ยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และควรต้องนั่งหรือยืนในท่าตรง เป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 30 นาทีหลังรับประทานยานี้
  • ยานี้อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดบริเวณกรามบนใบหน้าซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดทางทันตกรรมขณะใช้ยานี้ ดังนั้นหากผู้ป่วยมีปัญหาในช่องปากควรได้รับการดูแลจากทันตแพทย์ก่อนการเริ่มใช้ยานี้
  • ยาในกลุ่มนี้อาจส่งผลให้เกิดอาการปวดที่รุนแรงตามข้อ กล้ามเนื้อ หรือกระดูก ซึ่งอาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ในขณะที่ผู้ป่วยใช้ยานี้ ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบหากมีอาการปวดอย่างรุนแรงตามบริเวณดังกล่าว เพื่อให้แพทย์ตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
  • ควรใช้ยานี้ด้วยความระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีประวัติโรคไต โรคแคลเซียมหรือวิตามินดีในเลือดต่ำ โรคแผลในหลอดอาหารและในระบบทางเดินอาหาร
  • ผู้ป่วยอาจได้รับการสั่งจ่ายแคลเซียมและวิตามินดีมารับประทานร่วมด้วยเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ป่วยจะได้รับแคลเซียมในปริมาณที่เพียงพอขณะใช้ยานี้

***** อนึ่ง:

ทุกคนต้องตระหนักถึงความปลอดภัยจากการใช้ ”ยา” ที่รวมถึงยาแผนปัจจุบันทุกชนิด(รวมยาบิสฟอสโฟเนตด้วย) ยาแผนโบราณทุกชนิดและสมุนไพรต่างๆเสมอ เพราะยามีทั้งให้คุณและให้โทษ ดังนั้นเมื่อมีการใช้ยาทุกชนิดควรต้องปฏิบัติตาข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิดเสมอ (อ่านเพิ่มเติมได้ในเว็บ haamor.com บทความเรื่อง ข้อปฏิบัติพื้นฐานในการใช้ยาทุกชนิด) รวมทั้งควรต้องปรึกษาเภสัชกรประจำร้านขายยาก่อนซื้อยาใช้เองเสมอด้วยเช่นกัน

ควรเก็บรักษากลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตอย่างไร?

ควรเก็บรักษากลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตดังนี้เช่น

  • เก็บในภาชนะดั้งเดิมของผู้ผลิต ปิดฝาภาชนะให้แน่น และเก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง
  • หลีกเลี่ยงการเก็บยานี้ในบริเวณที่มีความชื้นสูงเช่น บริเวณใกล้ห้องน้ำหรือในตู้เย็น ไม่ควรนำสารดูดความชื้นที่ผู้ผลิตใส่ไว้ในภาชนะของผลิตภัณฑ์ออกจากภาชนะหากผู้ผลิตได้บรรจุไว้
  • เก็บภาชนะที่เก็บยานี้ในอุณหภูมิห้อง

กลุ่มยาบิสฟอสโฟเนตมีชื่ออื่นอีกไหม? ผลิตจากบริษัทอะไรบ้าง?

ยาในกลุ่มบิสฟอสโฟเนตมียาชื่อการค้าและบริษัทผู้ผลิตที่จัดจำหน่ายในประเทศไทยดังต่อไปนี้

บรรณานุกรม

  1. American Pharmacists Association. Allendronate, Ibandronate, Pamidronate, Risedronate, Zoledronic Acid , Drug Information Handbook with International Trade Names. 23;2014
  2. Harold N Rosen, MD. Pharmacology of bisphosphonates. UpToDate.com. June 2015
  3. Management of osteoporosis in postmenopausal women: 2010 position statement of The North American Menopause Society. Menopause 2010;17 (1): 25–54
  4. คณะกรรมการอาหารและยา http://wwwapp1.fda.moph.go.th/consumer/conframe.asp [2015,Oct3]


สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 1 คน sirikul
Frame Bottom