Frame Top

ระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้อง :

กระดูก  ระบบกระดูกและข้อ 

อาการที่เกี่ยวข้อง :

ปวดกระดูก  มีไข้ 

บทนำ

กระดูกอักเสบ หรือกระดูกอักเสบเป็นหนอง หรือกระดูกอักเสบติดเชื้อ (Osteomyelitis) คือโรคที่เกิดจากกระดูกติดเชื้อโรค ทั่วไปมักเป็นจากเชื้อแบคทีเรีย แต่อาจพบเป็นจากติดเชื้อราได้ ทั้งนี้ขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละคน

แบคทีเรียที่พบเป็นสาเหตุกระดูอักเสบมีได้หลากหลายชนิด แต่ที่พบได้บ่อยคือ จากชนิด Staphylococcus aureus (แต่อาจพบเกิดจากแบคทีเรียหลายๆชนิดพร้อมๆกันได้บ่อยพอ ควร โดยเฉพาะกรณีเป็นกระดูกอักเสบเรื้อรัง) ส่วนเชื้อราที่พบเป็นสาเหตุได้บ่อยคือ ชนิด Candida

กระดูกอักเสบเกิดได้กับกระดูกทุกชิ้นของร่างกาย ที่พบบ่อยคือกระดูกขา กระดูกเท้า และ กระดูกสันหลัง โดยทั่วไปมักพบกระดูกอักเสบเกิดเพียงตำแหน่งเดียว แต่อาจพบเกิดหลายตำ แหน่งพร้อมกันได้ ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุและสุขภาพพื้นฐานของผู้ป่วย

พบกระดูกอักเสบได้ในทุกอายุตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ และโอกาสเกิดเท่ากันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย ทั้งนี้สถิติการเกิดกระดูกอักเสบจะแตกต่างกันในแต่ละสถานพยาบาล /โรงพยาบาลและในแต่ละประเทศ โดยขึ้นกับลักษณะปัจจัยเสี่ยงที่จะแตกต่างกันไปในแต่ละสถานที่

กระดูกอักเสบเกิดได้อย่างไร?

กระดูกอักเสบ

กลไกการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุเกิดกระดูกอักเสบเกิดได้ 3 ทางคือ

  1. การติดเชื้อจากทางกระแสเลือด/กระแสโลหิต (Hematogenous osteomyelitis)
  2. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะใกล้เคียงกระดูกที่อักเสบติดเชื้อ และจากบาดแผลติดเชื้อที่ตัวกระดูกเอง (Contiguous-focus and post traumatic osteomyelitis)หรือ
  3. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อกระดูกขาดเลือดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี (Osteomyelitis due to vascular insufficiency)
  1. การติดเชื้อทางกระแสเลือด (Hematogenous osteomyelitis)

    ทั้งนี้ พบกระดูกอักเสบด้วยกลไกข้อนี้ได้ประมาณ 20% ของกระดูกอักเสบทั้งหมด

    เชื้อโรคจากการติดเชื้อที่อวัยวะอื่นๆจะแพร่กระจายเข้ากระดูกทางกระแสเลือด ซึ่งมักพบร่วมหรือตาม หลังการติดเชื้อในอวัยวะต่างๆของร่างกาย (เช่น ปอดบวม โรคติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะ) หรือเกิดจากการที่ต้องใส่สายสวนอวัยวะต่างๆ (เช่น การให้อาหารทางหลอดเลือดดำ หรือการใส่สายสวนปัสสาวะเป็นเวลานานๆในผู้ป่วยอัมพาตหรือในผู้ป่วยหลังการผ่าตัดใหญ่) หรือในผู้ ป่วยที่มีการล้างไต หรือจากการฉีดยาด้วยเข็มที่ไม่สะอาด (เช่น ในผู้ใช้สารเสพติด)
  2. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อ/อวัยวะใกล้เคียงอักเสบติดเชื้อ (Contiguous-focus and post traumatic osteomyelitis) (เช่น แผลโรคเบาหวานที่เท้าจะทำให้กระ ดูกเท้าอักเสบได้, การผ่าตัดที่ข้ออาจทำให้กระดูกข้อที่ผ่าตัดอักเสบติดเชื้อได้) หรือจากการติดเชื้อที่กระดูกเองเช่น กรณีกระดูกหักทะลุผิวหนัง การผ่าตัดกระดูก หรือการถูกแทง/ตำทะลุกระ ดูก ซึ่งกลไกนี้พบเป็นสาเหตุกระดูอักเสบได้บ่อยที่สุดประมาณ 50% ของกระดูกอักเสบทั้ง หมด
  3. การติดเชื้อจากเนื้อเยื่อกระดูกขาดเลือดจากการไหลเวียนเลือดไม่ดี (Osteomyelitis due to vascular insufficiency) เพราะจะส่งผลให้มีแบคทีเรียคั่งอยู่ในเลือดมากกว่าปกติ ร่วมกับการที่เนื้อเยื่อขาดเลือด/ขาดออกซิเจน เนื้อเยื่อต่างๆรวมทั้งกระดูกที่ได้เลือดไม่เพียงพอจึงติดเชื้อได้ง่ายขึ้นเช่น ผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดอักเสบและ/หรือหลอดเลือดตีบ (เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมโรคได้ไม่ดี ผู้ติดบุหรี่) หรือ ผู้ป่วยที่มีเลือดข้นผิดปกติ (เช่น โรคเลือดหนืด) ซึ่งกระดูกอักเสบด้วยกลไกข้อนี้พบเป็นประมาณ 30% ของกระดูกอักเสบทั้งหมด

ใครมีปัจจัยเสี่ยงเกิดกระดูกอักเสบ?

ผู้มีปัจจัยเสี่ยงเกิดกระดูกอักเสบได้แก่

กระดูกอักเสบมีอาการอย่างไร?

อาการของกระดูกอักเสบ ถ้าเกิดในช่วงเวลารวดเร็วประมาณ7 - 10 วัน เรียกว่า “กระดูกอักเสบเฉียบพลัน (Acute osteomyelitis)” แต่ถ้าอาการค่อยเป็นค่อยไป เป็นสัปดาห์ หลายสัปดาห์ หรือเป็นเดือน หรือเป็นๆหายๆ หรือมีหนองไหลออกจากกระดูกเรื้อรัง จะเรียกว่า “กระดูก อักเสบเรื้อรัง (Chronic osteomyelitis)” ซึ่งอาการของทั้งกระดูกอักเสบเฉียบพลันและของกระดูกอักเสบเรื้อรังจะคล้ายกัน

อาการที่พบได้บ่อยจากกระดูกอักเสบได้แก่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลเสมอเมื่อมีอาการดังกล่าวในหัวข้อ “อาการ

แพทย์วินิจฉัยกระดูกอักเสบได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยกระดูกอักเสบได้จากประวัติอาการ ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต (เช่น โรคประ จำตัว การเกิดอุบัติเหตุ การผ่าตัด) การตรวจร่างกาย การตรวจตำแหน่งที่มีอาการ การเอกซเรย์ และ/หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และ/หรือเอมอาร์ไอกระดูกที่มีอาการ การตรวจเชื้อและการเพาะเชื้อจากหนอง และอาจต้องมีการตัดชิ้นเนื้อกระดูกชิ้นที่มีอาการเพื่อการตรวจทางพยาธิวิทยา รวมทั้งเพื่อนำมาเพาะเชื้อซึ่งจะเป็นการวินิจฉัยที่ให้ผลแน่นอนที่สุด นอกจากนั้นอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆเพื่อการวินิจฉัยหาสาเหตุเช่น การตรวจค่าน้ำตาลในเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคเบาหวาน เป็นต้น

รักษากระดูกอักเสบอย่างไร?

วิธีรักษากระดูกอักเสบ มี 2 วิธีหลักได้แก่ การให้ยาฆ่าเชื้อและการผ่าตัด

ก. การให้ยาฆ่าเชื้อ: แพทย์จะให้ยาฆ่าเชื้อ (เช่น ยาปฏิชีวนะเมื่อสาเหตุจากแบคที เรีย หรือยาฆ่าเชื้อราเมื่อสาเหตุเกิดจากเชื้อรา) ที่มีคุณสมบัติตรงกับเชื้อที่ตรวจพบหรือที่เพาะเชื้อพบที่เป็นสาเหตุให้เกิดกระดูกอักเสบ มักเป็นการรักษาโดยให้ยาทางหลอดเลือดดำ และอาจต้องร่วมกับการรับประทานยาฆ่าเชื้อร่วมไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ที่ประเมินจากชนิดของเชื้อ, ความรุนแรงของการอักเสบ, กลไกการเกิดการอักเสบ, อวัยวะที่เกิดการอัก เสบ และสุขภาพทั่วไปของผู้ป่วย

ข. การผ่าตัด: โดยแพทย์จะประเมินจากพยาธิสภาพของโรค รวมถึงเชื้อโรคตอบ สนองต่อยาฆ่าเชื้อหรือไม่ ซึ่งการผ่าตัดมีได้ตั้งแต่การเจาะหนองออก หรือการเปิดทางเดินให้หนองไหลออกจากกระดูกได้สะดวก หรือการผ่าตัดเอาเศษกระดูก/กระดูกตาย เนื้อเยื่อที่ตาย และ/หรือ สิ่งแปลกปลอม/Foreign object (เช่น เหล็กดามกระดูกกรณีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อหลังใส่เหล็กดามกระดูกหัก) ที่อยู่ในแผลออก เพื่อเร่ง/เพิ่มการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อเพื่อให้เนื้อเยื่อที่ติดเชื้อได้รับเลือด/ออกซิเจนมากขึ้นที่เรียกว่า การทำ Debridement หรือการผ่าตัดเพื่อปลูกกระดูกใหม่ (Bone graft) หรือถ้าโรครุนแรงมาก การผ่าตัดอาจต้องตัดกระดูกที่ติดเชื้อออกทั้งท่อน (Amputation) เช่น การตัดขา กรณีเกิดกระดูกขาอักเสบรุนแรงมากและเรื้อรัง ซึ่งการผ่าตัดทุกรูปแบบจะรักษาร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อเสมอ

นอกจากนั้นคือ การรักษาประคับประคองตามอาการเช่น ยาลดไข้ เมื่อมีไข้ หรือยาแก้ปวดกรณีมีอาการปวด เป็นต้น

อนึ่ง มีรายงานการรักษาด้วยการเพิ่มออกซิเจนให้กับเนื้อเยื่อด้วยการสูดดมออกซิเจนบริสุทธิ์ภายใต้ความดันบรรยากาศที่สูงกว่าปกติที่เรียกว่า Hyperbaric oxygen (HBO) therapy เพื่อเพิ่มการฟื้นตัวของเนื้อเยื่อและช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและ/หรือเชื้อรา ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้มีข้อบ่งชี้การรักษาได้ผลเฉพาะผู้ป่วยบางกรณี ดังนั้นจึงขึ้นกับดุลพินิจของแพทย์ผู้รักษา

กระดูกอักเสบมีผลข้างเคียงอย่างไร?

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้จากกระดูกอักเสบเช่น

กระดูกอักเสบมีการพยากรณ์โรคอย่างไร?

การพยากรณ์โรคของกระดูกอักเสบขึ้นกับหลายปัจจัย ที่สำคัญเช่น สุขภาพร่างกายผู้ป่วย โรคร่วมต่างๆ โรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยง การควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงได้ดีหรือไม่ ชนิดของเชื้อโรค ความรุนแรงของโรค การพบแพทย์เร็วหรือช้า ดังนั้นการพยากรณ์โรคจึงแตก ต่างกันในผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยเท่านั้นที่จะพยากรณ์โรคได้

ในภาพรวม กระดูกอักเสบเฉียบพลันจะมีการพยากรณ์โรคดีกว่ากระดูกอักเสบเรื้อรังมาก ซึ่งถ้าพบแพทย์ได้เร็ว โอกาสรักษาได้หาย (โดยไม่กลายเป็นกระดูกอักเสบเรื้อรัง) ค่อนข้างสูง ส่วนกระดูอักเสบเรื้อรัง การรักษามักได้ผลไม่ค่อยดี มีโอกาสการอักเสบเกิดเป็นซ้ำหรือลุกลาม สูง จนอาจต้องผ่าตัดกระดูกทั้งชิ้นออก

ดูแลตนเองอย่างไร?

การดูแลตนเองเมื่อมีกระดูกอักเสบที่สำคัญคือ

  • ปฏิบัติตามแพทย์พยาบาลแนะนำ
  • กินยาต่างๆที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน ไม่ขาดยา ไม่หยุดยาเอง
  • รักษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุให้ได้ดี
  • ไม่สูบบุหรี่ เลิกบุหรี่ถ้าสูบบุหรี่
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง เพื่อการติดเชื้อจะควบคุมได้ดีขึ้น
  • พบแพทย์/ไปโรงพยาบาลตามนัดเสมอ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ก่อนนัด?

ควรพบแพทย์/ไปโรงพยาบาลก่อนนัดเมื่อ

ป้องกันกระดูกอักเสบอย่างไร?

การป้องกันกระดูอักเสบคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงดังได้กล่าวในหัวข้อ ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งที่สำคัญคือ

  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ลดโอกาสติดเชื้อ และลดการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆที่จะเป็นปัจจัยเสี่ยงให้เกิดกระดูกอักเสบเช่น โรค เบาหวาน
  • ป้องกันหรือถ้าเป็นโรคแล้วก็ต้องรักษาควบคุมโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยงให้ได้ดี
  • ไม่สูบบุหรี่ เลิกบุหรี่ถ้าสูบบุหรี่
  • ระมัดระวังไม่ให้เกิดอุบัติเหตุต่อกระดูกเช่น ไม่ดื่มสุรา/เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดื่มอยู่ก็ต้องเลิก เพราะเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุต่างๆ รวมถึงจากการทะเลาะวิวาทที่จะส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุต่อกระดูก

บรรณานุกรม

1. Hatzenbuehler, J., and Pulling,T. (2011). Am Fam Physician. 84, 1027-1033
2. Kishner,S. et al. (2014) http://emedicine.medscape.com/article/1348767-overview#showall [2015,March14]
3. Lew, D., and Waldvogel, F. (1977). New Engl J Med. 336, 999-1007.



สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 2 คน Supanut tnkk
Frame Bottom