Frame Top

ข้อมูลเบื้องต้น กับการตรวจสุขภาพ

สวัสดีครับ ขอเปิดตัว haamor.com blog เป็นครั้งแรกนะครับ เนื้อหาใน section นี้จะค่อนข้างแตกต่างจากส่วนต่างๆของเว็บ haamor.com ที่ทุกท่านคุ้นเคยกันดี โดยทีมผู้เขียน blog จะเน้นความเป็นกันเองกับผู้อ่านมากกว่าการเน้นวิชาการเหมือนในส่วนของบทความหรือการตอบปัญหาใน webboardครับ

จุดประสงค์ของ blog นี้เราต้องการเข้าถึงผู้อ่านทั่วไปในฐานะคนธรรมดาด้วยกัน สามารถ comment โพสกันได้ (ขอให้เน้นไปทางสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมนะครับ) เราจะนำเรื่องต่างๆที่น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านทั่วไปมาเผยแพร่ในรูปแบบของ blog post ซึ่งจะรวดเร็วและเป็นกันเองมากขึ้นครับ ทีมงานหวังว่าจะมีผู้สนใจติดตาม section ใหม่นี้ของเราเยอะๆนะครับ ขอบคุณมากครับ

โพสแรกของ blog เราจะพาไปดูขั้นตอนตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลเอกชนกันนะครับ ส่วนใหญ่แล้วเราจะได้ยินโฆษณาตามสื่อต่างๆถึงแพคเกจตรวจสุขภาพที่หลายๆโรงพยาบาลพยายามแข่งขันกัน แต่คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่าขั้นตอนของการตรวจในแพคเกจต่างๆนั้นเค้าทำกันอย่างไร แล้วคนไข้ต้องเตรียมตัวอย่างไรและจะเจออะไรบ้าง

ขอออกตัวก่อนนะครับว่าเนื้อหาทุกส่วนใน blog นี้เราเน้นความเป็นกลางและขอรับประกันว่าโรงพยาบาลไม่ได้จ้างเราแต่ประการใดในการเขียน blog นี้ขึ้นมา จุดประสงค์หลักของ blog ของเราไม่ต่างจากจุดประสงค์หลักของ haamor.com ที่ต้องการเป็นสื่อด้านสุขภาพที่เป็นกลาง และนำเสนอข้อมูลต่างๆเพื่อประโยชน์กับประชาชนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นในการตัดสินใจด้านการดูแลสุขภาพหรือในการศึกษาค้นคว้าข้อมูลทั่วไป

โพสแรกของเราขอเปิดตัวด้วยการตรวจสุขภาพแบบ comprehensive ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โดยแพคเกจนี้เป็นการตรวจสุขภาพแบบประจำปีโดยละเอียดมีกว่า 20 ขั้นตอน มีรายละเอียดตามตารางด้านล่างนี้


*อ้างอิงจาก www.bumrungrad.com/th/health-check-up-bangkok-thailand/check-up-packages

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมด้านวิชาการได้ที่บทความ ตรวจสุขภาพ ของเว็บเราครับ การเดินทางมาโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน้า โปรไฟล์โรงพยาบาลในเว็บของเราได้เลยครับ สามารถลง BTS สถานี "นานา" แล้วจะมีรถตู้โรงพยาบาลรับส่งฟรีทุกๆ 20 นาทีครับ ต้องดูโลโก้โรงพยาบาลดีๆนะครับเพราะเท่าที่เห็น มีรถของโรงพยาบาลอื่นในละแวกใกล้เคียงมาเข้าคิวรับด้วย เดี๋ยวจะไปผิดที่นะครับ

ขั้นตอนแรกหลังจากตัดสินใจเลือกซื้อแพคเกจตรวจสุขภาพแล้ว คือการนัดตรวจโดยสามารถโทรฯติดต่อที่เบอร์ 02-667-1555 หรือติดต่อเคาน์เตอร์เบอร์ 1 หน้าลิฟท์ชั้น 11 ของตึกบำรุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คลินิก (ตึกใหม่)

ลงทะเบียน กรอกประวัติ

วันนี้เราได้หัวหน้าพยาบาล คุณปู มาพาทัวร์การตรวจสุขภาพกันครับ (สามารถเช็ครายละเอียดชื่อของคุณหมอและเจ้าหน้าที่ ที่เราพบในวันนี้ได้ในด้านท้ายของ blog นี้นะครับ) โดยที่คนไข้คนแรกของ blog เรานั้นเป็นมือ graphic design ของเว็บ haamor.com คุณแบงค์เองครับ (ในโอกาสต่อไปถ้า blog นี้มีการตอบรับมากขึ้น เรายินดีเปิดให้ผู้อ่านเข้ามามีส่วนร่วมรับการตรวจฟรีโดยมีข้อแม้ว่าเว็บ haamor.com สามารถเปิดเผยข้อมูลการตรวจให้ผู้อ่านท่านอื่นๆเป็นการประกอบการนำเสนอของ blog นะครับถ้าสนใจช่วยกด like ในblog นี้ด้วยครับ)

วันนี้เราเริ่มการตรวจสุขภาพกันตอน 8:00น. ถ้ายังไม่เคยมีประวัติคนไข้ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มาก่อน เจ้าหน้าที่จะเชิญไปกรอกประวัติที่ชั้น 10 เป็นชั้นรับรองแขกและทำธุรการต่างๆที่นอกเหนือจากการตรวจ อย่างเช่นการแนะนำแพคเกจต่างๆ และช่วยเหลืออำนวยความสะดวกหรือแนะนำคนไข้หรือญาติคนไข้ทั่วไป ราวๆกับเป็น concierge ของโรงแรม ที่นี่ช่วยเหลือแม้กระทั่งการต่ออายุ visa ชาวต่างชาติที่จำเป็นต้องพักตัวรักษานานกว่าเวลาที่กำหนดไว้

ศูนย์ตรวจสุขภาพ-บำรุงราษฎร์สามารถรองรับคนไข้ได้ประมาณ 170 คนต่อวัน โดยส่วนใหญ่คนจะแน่นในช่วงระหว่าง 8:00 - 10:00น.

ระหว่างรอคุณแบงค์กรอกข้อมูลลงทะเบียน (สำหรับคนไข้ใหม่) คุณปูแนะนำว่า ถ้าจะให้สะดวกคนไข้ไม่เยอะ ควรมาประมาณ 7:00น. และในช่วงต้นปี (เพราะปลายปีจะมีพนักงานบริษัททั่วไปมาใช้แพ็คเกจที่ใกล้จะหมดอายุของบริษัทเยอะ) แต่ถ้าสะดวกช่วงบ่าย สามารถตื่นเช้าหน่อยแล้วทานข้าวเช้าก่อน 5:00น. เว้นระยะ 8 ชั่วโมง ก็สามารถมาตรวจตอนบ่ายโมงได้

หลังจากกรอกข้อมูลลงทะเบียนครบแล้วก็ยื่นให้กับเคาน์เตอร์เบอร์ 1 ที่ชั้น 11 รอประมาณ 5 นาทีก็จะได้บัตรประจำตัวผู้ป่วยครับ และสามารถเลือกได้ว่าจะรับผลตรวจร่างกายทางจดหมาย หรือทาง email ทุกๆขั้นตอนที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นี้จะมีใบส่งตัว (เอกสาร) ซึ่งเจ้าหน้าที่พยาบาลจะคอยแนะนำตลอดว่าจะต้องไปส่วนงานไหนต่อ แล้วขีดเช็คในส่วนงานต่างๆที่ตรวจเสร็จไปแล้วเพื่อเจ้าหน้าที่ในส่วนงานต่อไปสามารถดูแลคนไข้ได้โดยสะดวก

ชำระเงิน

ขั้นตอนต่อไปเป็นการชำระเงินโดยจะอยู่ที่เคาน์เตอร์ 3 ตามแผนที่

vital signs

หลังจากชำระเงินแล้วให้ติดต่อเคาน์เตอร์ 4 ที่อยู่ติดกันแล้วนั่งรอพยาบาลเรียกชื่อ

ที่เคาน์เตอร์ 4 มีเจ้าหน้าที่เกือบ 10 คนเพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจซึ่งอาจจะทำให้เกิดคอขวดในระบบการตรวจได้ จึงมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลคนไข้มากเป็นพิเศษเพื่อเคลียรคิวคนไข้ให้ได้เร็วที่สุด

ที่เคาน์เตอร์ที่ 4 นี้จะเป็นการตรวจ vital signs คือวัดน้ำหนักส่วนสูง, ความดัน, ชีพจร, วัดไข้, วัดสายตาและตาบอดสีเบื้องต้น, และเจาะเลือด

การเจาะเลือดนี้เจ้าหน้าที่จะชวนคุยให้ผ่อนคลายไม่เครียดปริมาณของเลือดที่ต้องเจาะคือ 10 cc โดยแบ่งเก็บทั้งหมด 3 หลอด หลอดสีม่วง 1 หลอด (ไว้ตรวจเม็ดเลือดแดง) สีแดง 2 หลอด (ไว้ตรวจน้ำตาลและไขมันในเลือด) เหตุผลที่โรงพยาบาลต้องให้งดอาหารก่อนมาตรวจร่างกายเพราะจะส่งผลต่อค่าต่างๆของเลือด หลังจากเจาะแล้วสามารถทานอาหารได้ตามปรกติ ฉะนั้นถ้ามาตรวจช่วงใกล้เที่ยง หลังจากเจาะเลือดแล้ว เจ้าหน้าที่อาจจะให้คนไข้ไปทานอาหารก่อนเพราะต้องรอผลตรวจเลือดอีกประมาณ 2 ชั่วโมง

ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า+ห้องน้ำ เก็บตัวอย่างปัสสาวะ/อุจจาระ

ถัดมาเป็นเคาน์เตอร์ 5 โซนนี้จะแยกเป็น 3 ส่วนย่อย 1) ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า+ห้องน้ำ 2) ห้องวิ่งสายพาน 3) ห้องเอกซเรย์ต่างๆของแผนกรังสีวินิจฉัย

ในส่วนแรกเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า+ห้องน้ำ สำหรับเก็บตัวอย่างปัสสาวะ/อุจจาระ เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเอกซเรย์หรือวิ่งสายพาน (แล้วแต่แพคเกจ)

เอกซเรย์ วิ่งสายพาน

ระหว่างรอวิ่งสายพานพยาบาลจะแจกน้ำผลไม้เพื่อเพิ่มน้ำตาลให้คนไข้ที่อดอาหารมาตั้งแต่เช้า เวลาวิ่งจะได้มีแรง มองไปรอบๆ จะมาสะดุดตาอยู่ 2 อย่าง 1) Wi-Fi hotspot สำหรับคนไข้ที่มานั่งรอตรวจ (สามารถขอ Password ได้ครั้งละ 1 ชั่วโมง) 2) มองออกนอกหน้าต่างไปจะเห็นสวนญี่ปุ่นแบบ indoor อารมณ์ประมาณโรงแรมหรูมากกว่าโรงพยาบาล

ส่วนที่ 2 เป็นห้องวิ่งสายพาน มีทั้งหมด 3 ห้องด้วยกัน ที่โรงพยาบาลมีถุงเท้า + รองเท้าสำหรับวิ่งทุกไซส์เพราะมีคนไข้ต่างชาติที่เท้าใหญ่ค่อนข้างเยอะ ก่อนวิ่งต้องติดอุปกรณ์ตรวจวัดชีพจรตามส่วนต่างๆของร่างกาย

หลังติดอุปกรณ์แล้วมีการตรวจชีพจรในขณะปกติก่อนเพื่อใช้เป็นตัวเปรียบเทียบ (Base line) กับผลขณะวิ่งและหลังวิ่ง

คุณหมออนวัช เก้าเอี้ยน ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ให้คำแนะนำก่อนเริ่มวิ่ง การตรวจวิ่งสายพานจะเริ่มจากการเดินก่อน

จุดประสงค์ของการตรวจคือการเช็คคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) ขณะออกกำลังกายถึงจุดที่ร่างกายเหนื่อยหรือประมาณ 85% ของการเต้นของหัวใจสูงสุด โดยค่า 85% นี้แตกต่างกันไปในแต่ละคน การตรวจนี้ คุณหมอจะอ่านค่า EKG ตลอดช่วงการวิ่งเพื่อดูว่ามีการเต้นผิดปกติของคลื่นไฟฟ้าหัวใจไหม

ทุกๆ 2 นาที เครื่องจะปรับความเร็วและองศาความชันของลู่วิ่ง (ประมาณวิ่งขึ้นเขา) เพื่อให้ร่างกายเหนื่อยมากขึ้นและหัวใจเต้นเร็วขึ้น ผล EKG จะถูก print ออกมาเรื่อยๆ การวิ่งของคนสุขภาพปกติจะอยู่ประมาณ 10 นาที แต่ถ้าหมดแรงก่อน สามารถขอหยุดกระทันหันได้ ถ้าหลัง 10 นาทีแล้วชีพจรยังไม่ถึง 85% ของการเต้นของหัวใจสูงสุด พยาบาลจะให้วิ่งต่ออีกจนถึง เพราะถ้าไม่ถึงคุณหมอจะไม่สามารถอ่านผลได้ครบถ้วน ในเคสนี้คุณแบงค์ ซึ่งเล่นบาสเป็นประจำอยู่แล้วจึงวิ่งสบายๆไปถึง 13 นาทีกว่า

เสร็จจากการวิ่ง คุณหมอจะอ่านผลแบบคร่าวๆให้ว่ามีค่า EKG ปกติ/ผิดปกติอย่างไรบ้าง ส่วนการวินิจฉัยที่ละเอียดครบถ้วนจะต้องรอพบคุณหมอด้านอายุรกรรม (คุณหมอ นฤมล)ผู้ที่จะสรุปผลตรวจทั้งหมดในตอนท้ายของการตรวจอีกที

ในแต่ละขั้นตอนของการตรวจถ้ามีข้อสงสัยหรือมีคำถามที่จะปรึกษาคุณหมอ แนะนำให้จดใส่กระดาษไว้ สามารถถามแพทย์ด้านอายุรกรรมผู้ที่จะสรุปผลตรวจให้ในขั้นตอนสุดท้าย เพราะคุณหมอจะมีข้อมูลที่ตรวจในแต่ละขั้นตอนมาช่วยในการวินิฉัยให้ครบถ้วนยิ่งขึ้น

กลับมาเคาน์เตอร์ 5 กันอีกครั้ง ในส่วนที่ 3 คราวนี้นั่งรอการเอกซเรย์ต่อ ในบางครั้งถ้าลู่วิ่งเต็ม หรือถ้าแพคเกจของคนไข้ไม่ระบุให้วิ่งสายพาน พยาบาลอาจให้คนไข้ตรวจเอกซเรย์เลยจะได้ไม่ต้องรอนาน

ในแพคเกจนี้คนไข้จะได้เอกซเรย์ ปอด และ ultrasound ช่องท้อง การเอกซเรย์ปอดจะต้องถอดโลหะทุกชนิดออก เช่น สร้อยคอ หรือพระห้อยคอ ก่อนเอกซเรย์ วางไว้บนที่รองคาง และแขนต้องแนบติดกับผนัง เพื่อจะได้ไม่ไปบังผลเอกซเรย์

หลังจากการเอกซเรย์ปอดก็มานั่งรอตรวจ ultrasound ในส่วนนี้พยาบาลจะนำน้ำดื่มมาให้เพราะต้องการให้กระเพาะปัสสาวะเต็ม เวลาคุณหมอตรวจจะได้เห็นอวัยวะรวมถึงสิ่งแปลกปลอมต่างๆได้ชัด เพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มจะขยายดันอวัยวะต่างๆซึ่งปกติจะวางซ้อนอยู่ด้านในให้ชิดกับผนังมากขึ้นทำให้ภาพที่เห็นจาก ultrasound ชัดเจนยิ่งขึ้น

ในการตรวจ ultrasound เจ้าหน้าที่เทคนิคการแพทย์จะช่วยคุณหมอเก็บภาพเอกซเรย์ต่างๆกว่า 24 จุดเพื่อคุณหมอจะได้วินิจฉัยโดยง่าย

พอเก็บภาพครบ คุณหมอจะเข้ามาดูความเรียบร้อยและอธิบายเกี่ยวกับผลเบื้องต้นให้กับคนไข้ และเหมือนตอนวิ่งสายพานการวินิจฉัยในเชิงลึกจะต้องรอพบคุณหมอผู้ตรวจตอนท้ายอีกที

คุณหมอ วัลยา วงศ์วิวัฒน์ไชย คุณหมอให้ความรู้กับทีมงานว่า เวลาตรวจ ultrasound จะต้องใช้เจลทาลงบนผิวหนังของคนไข้เพื่อไล่ลมระหว่างหัวสแกนของเครื่องฯกับผิวหนัง การที่จะเห็นภาพ ultrasound ได้ชัด จะต้องมีลมน้อยที่สุด ส่วนการที่ต้องให้คนไข้นอนตะแคงไปมาระหว่างการถ่ายเอกซเรย์เพราะอวัยวะบางส่วนจะเห็นง่ายกว่าจากด้านข้าง จึงจำเป็นให้พื้นที่ระหว่างอวัยวะกับหัวสแกนห่างกันให้น้อยที่สุด

เสร็จจากการเอกซเรย์ทั้งหมดแล้ว เจ้าหน้าที่พยาบาลก็พาคุณแบงค์มาในส่วนที่พักทานของว่าง โซนนี้จัดไว้ให้คนไข้ที่ตรวจในส่วนที่ให้อดอาหารจบลงแล้ว มีของว่างต่างๆ ผลไม้ Cereal หลายยี่ห้อ โยเกิร์ต นม น้ำผลไม้ เยอะแยะครับ

ตรวจตา และฟังผลการตรวจทั้งหมด

พออิ่มแล้วก็นำเอกสารไปติดต่อที่เคาน์เตอร์ 6 เคาน์เตอร์สุดท้ายนี้จะมีการตรวจอยู่ 2 ประเภท คือตรวจตา และฟังผลการตรวจทั้งหมด ในระหว่างรอผลตรวจเลือดจากขั้นตอนแรกๆซึ่งจะใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง พยาบาลในเคาน์เตอร์ที่ 6 นี้จะประมาณการจากจำนวนคนไข้ที่ต่อคิวอยู่ กับช่วงเวลาอาหารเที่ยง พยาบาลอาจแนะนำให้คนไข้ไปทานอาหารก่อน คนไข้สามารถเปลี่ยนชุดแล้วไปทานอาหารเที่ยงแล้วค่อยมาฟังผลที่หลังโดยกลับมาแจ้งที่เคาน์เตอร์ 6 หลังทานอาหารก็ได้ ในเคสของเราตรวจทุกอย่างเสร็จก่อน 11 โมง พยาบาลจึงแนะนำให้ตรวจตาและรอฟังผลรวมเลย จะได้กลับบ้านได้ทันที

การวัดความดันตา ทำโดยการใช้ลมยิงเบาๆที่ตาโดยคนไข้จะต้องนั่งหน้าผากชิด คางชิดกับอุปกรณ์ การยิงลมที่ตานี้เป็นการตรวจส่วนหน้าของลูกตาว่ามีต้อเนื้อหรือต้อกระจกหรือไม่

การตรวจตาวันนี้เราพบกับ คุณหมอพีรพงษ์ โดยคุณหมอ อธิบายว่าการตรวจจะรวมการวัดความดันตา วัดสายตา และตรวจหาโรคต้อหรือความผิดปกติต่างๆในสายตาเข้าด้วยกัน จากนั้นเป็นการตรวจส่วนหลังของเลนส์ตาโดยที่คุณหมอจะปิดไฟและส่องดูตา คนปกติม่านตาจะขยายตัวกว้างขึ้นในที่มืด ทำให้คุณหมอสามารถตรวจได้ง่ายขึ้นครับ

หลังจากตรวจครบทุกขั้นตอนแล้ว ในเคาน์เตอร์ (6) สุดท้ายนี้คนไข้สามารถนั่งรอพบคุณหมอด้านอายุรกรรมเพื่อฟังผลตรวจได้ ถ้ายังไม่ได้ทานอาหาร พยาบาลจะแนะนำให้ไปทานก่อนเพราะจะเป็นขั้นตอนคอขวดอีกขั้น ก่อนจะให้คนไข้กลับบ้าน

***ในบางกรณีที่มาตรวจตอนบ่ายๆหรือตรวจเพิ่มเติมในบางส่วนซึ่งไม่สามารถได้ผลตรวจภายในวันเดียวกัน พยาบาลจะทำการนัดคุณหมอให้ในวันและเวลาที่คนไข้สะดวก***

การพบคุณหมอในขั้นตอนสุดท้ายนี้ เป็นโอกาสที่คนไข้จะได้ถามปัญหาคาใจต่างๆที่มีเพราะผลการตรวจล่าสุดต่างๆทำให้คุณหมอเห็นภาพรวมของสุขภาพคนไข้ได้กว้างขึ้น การวินิจฉัยจึงสามารถทำได้ละเอียดและครบถ้วนมากยิ่งขึ้น แนะนำว่าให้จดคำถามมาจากที่บ้านเพราะปกติคุณหมอจะยุ่งมาก และการตรวจสุขภาพเป็นการเช็คว่าคนไข้มีอะไรผิดปกติหรือไม่ ถ้าค่าต่างๆปกติดี ส่วนใหญ่แล้วคุณหมอจะอธิบายแค่คร่าวๆและจะผ่านไปค่อนข้างเร็ว ถ้าคนไข้ไม่ได้เตรียมคำถามไว้ก่อน อาจจะลืมหรือคิดไม่ทันระหว่างตรวจทำให้เสียโอกาสปรึกษาได้ ถ้าผลตรวจมีอะไรผิดปกติมากๆ คุณหมอจะให้พยาบาลช่วยนัดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้ครับ

ในการตรวจส่วนใหญ่ หลังจากกลับถึงบ้านและได้ผลตรวจจากโรงพยาบาลแล้ว คนไข้มักจะงงหรือลืมค่าต่างๆในใบผลตรวจเพราะคุณหมอจะพูดค่อนข้างเร็ว เรามาดูกันคร่าวๆนะครับว่าค่าต่างๆในใบผลตรวจหมายถึงอะไรบ้าง (ค่าในช่องกลางคือผลตรวจที่ทางเราต้องขออนุญาตลบออกเพื่อความเป็นส่วนตัวของคนไข้ ส่วนค่าในช่องขวาสุดเป็นค่าปกติที่ใช้เปรียบเทียบ)

33 สุขุมวิท ซอย 3 เขตวัฒนา กรุงเทพ 10110 554 เตียง 02-667-1000 www.bumrungrad.com Icon Department

ผลการตรวจสุขภาพ

รายชื่อคุณหมอ
แพทย์รังสีวินิจฉัย – พญ. วัลยา วงศ์วิวัฒน์ไชย
แพทย์อายุรศาสตร์โรคหัวใจ– นพ. อนวัช เก้าเอี้ยน
แพทย์จักษุวิทยา – พล.อ.ต.นพ. พีระพงษ์ ภูยานนท์
แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน (ตรวจสุขภาพ)– พญ. นฤมล แสงอรุณศิริ

ใบสรุปผลการตรวจสุขภาพ ซึ่งแพทย์แนะนำว่า เราควรจัดเก็บเข้าแฟ้มเป็นประวัติสุขภาพส่วนตัว เมื่อไปโรงพยาบาล หรือพบแพทย์ในทุกครั้ง ควรนำไปด้วย เพราะจะช่วยในการสื่อสารกับแพทย์ พยาบาล การวินิจฉัยโรค และลดความผิดพลาดทางการแพทย์ลงได้อย่างมาก

น้ำหนัก ส่วนสูง สัญญาณชีพ การมองเห็น การมองเห็นสี: เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นข้อมูลที่จะบอกถึงสุขภาพพื้นฐานของเรา ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคบางอย่างได้ เช่น อ้วน (ปัจจัยเสี่ยงของโรคเบาหวาน เป็นต้น) หัวใจเต้นเร็ว (อาจมีปัญหาด้านโรคหัวใจ) การมองเห็นสี (อาจมีปัญหาด้านสายตา) เป็นต้น
ประวัติครอบครัว: เป็นเรื่องจำเป็นเพราะหลายโรคพบบ่อย เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งการรู้ประวัติครอบครัว แพทย์จะให้คำแนะนำป้องกันโรค นอกจากนั้นยังเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยโรคอีกด้วย
ประวัติทางการแพทย์: เป็นอีกประวัติสำคัญในการช่วยป้องกัน และวินิจฉัยโรค และโดยเฉพาะประวัติการแพ้ต่างๆ จะช่วยลดการเกิดผลข้างเคียงจากการรักษา
การตรวจร่างกาย: เป็นการตรวจร่างกายในระบบ หรืออวัยวะที่สำคัญ ที่พบเกิดโรคได้บ่อย เพื่อเป็นการตรวจคัดกรองให้พบโรคได้ตั้งแต่ในระยะแรกเริ่ม ซึ่งแพทย์จะใช้ผลตรวจแปลผลร่วมกับประวัติทางการแพทย์ต่าง และข้อมูลสุขภาพพื้นฐาน ดังได้กล่าวแล้ว
รายงานการตรวจเป็นใบที่แพทย์สรุปผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจเลือด ซึ่งเฉพาะโรคที่สำคัญ คือ เบาหวาน (น้ำตาลในเลือด) ไต ตับ เกาต์ (กรดยูริค) ต่อมไทรอยด์ ตรวจโรคไวรัสตับอักเสบ บี และซี ตรวจ อุจจาระ (ดูพยาธิ และโรคทางเดินอาหาร) และการตรวจปัสสาวะ (ดูโรคระบบทางเดินปัสสาวะ)

สรุปผลตรวจทางเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ และทางหัวใจ
ตัวอย่างใบรายงานผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ซึ่งเราสามารถแปลผลเองได้คร่าวๆ เพราะจะมีค่าตรวจที่ เป็นค่าปกติกำกับไว้ให้เราดูด้วย ทั้งนี้ ค่าตรวจปกติของแต่ ละห้องปฏิบัติการ/โรงพยาบาลจะต่างกัน เพราะขึ้นกับเทค นิค ชนิดเครื่องมือ และน้ำยาที่ใช้ และผลค่าปกติจะเป็น ช่วงของตัวเลขเสมอ ไม่ใช่ตัวเลขเดี่ยว เพราะค่าเหล่านี้จะ แปลเปลี่ยนได้ง่าย จาก ภาวะน้ำดื่ม อาหาร เวลาที่อดอา หาร ช่วงเวลาที่เจาะเลือด ยาที่กินอยู่ เป็นต้น

CBC/ ซีบีซี คือ การตรวจเลือดดูการทำงานของไขกระดูก จะเป็นตัวบอกถึงสุขภาพร่างกายโดยทั่วไป ภาวะซีด ภาวะขาดอาหาร และโรคเลือดต่างๆ รวมทั้งโรคมะเร็งเม็ด เลือดขาว และความผิดปกติของเกร็ดเลือด

FPG คือ ค่าน้ำตาลในเลือด

BUN Creatinine & eGFR (MDRD equation) ค่าบอก การทำงานของไต

Uric acid บอกโรคเกาต์

LFT (Liver Function Test) Profile คือ ค่าการทำงาน ของตับ

Lipid Profile ค่าไขมันในเลือด รวมทั้งไขมันชนิดต่างๆ CEA, AFP, PSA ค่าของสารบ่งชี้มะเร็งบางชนิด (ต้องให้แพทย์เป็นคนชี้แจง)

FreeT4, TSH ดูโรคของต่อมไทรอยด์

HBsAG, HBsAb ดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี

AntiHVC ดูการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ซี
รายงานผลตรวจอุจจาระและตรวจปัสสาวะ ซึ่งถ้าผิดปกติ แพทย์จะชี้แจงว่าตรวจพบอะไรผิดปกติ และควรทำอย่างไรต่อไป
ใบรายงานผลตรวจทางเอกซเรย์และอัลตราซาวด์ ซึ่งเป็น ศัพท์ทางแพทย์ แพทย์อายุรกรรม จะเป็นผู้แจ้งผลตรวจ กับเรา
สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ 4 คน Tippatai Admin_Chan Atip Test_Web
Frame Bottom